โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นราวกับดอกเหมยฤดูหนาวที่เบ่งบานบนพื้นหิมะขาวโพลน ศีรษะของผู้นำกลุ่มมือสังหารหลุดลอยออกจากบ่าก่อนที่ดวงตาทั้งคู่จะทันได้เบิกกว้างด้วยความตกใจกลัวเสียด้วยซ้ำ ร่างไร้ลมหายใจทรุดฮวบลงกระแทกพื้นศิลา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานไปกับไอปราณเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากคมดาบหักในมือของหลี่มู่เหวิน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานกว้างในชั่วพริบตา เหล่ามือสังหารที่เหลืออีกสี่นายต่างผอยถอยหลังโดยพร้อมเพรียงกัน ใบหน้าใต้ผ้าคลุมสีดำเผือดสีลงจนไร้เลือด ปราณกระบี่เมื่อครู่หาใช่เพียงการโจมตีธรรมดาไม่ แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการฆ่าฟันที่หลอมรวมเข้ากับเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยว จนแม้แต่กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินยังต้องสั่นสะเทือน
"พวกเจ้า... ยังอยากลองรับกระบี่ที่สองดูอีกหรือไม่"
น้ำเสียงของหลี่มู่เหวินราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจคนฟัง ดวงตาคู่นคมปรายมองเศษซากศพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า สำหรับเขาแล้ว การปลิดชีพคนกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรกับการปัดฝุ่นละอองบนบ่า
"ถอย! ถอยทัพเดี๋ยวนี้!" มือสังหารผู้รอดชีวิตคนหนึ่งตะโกนสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่พวกมันจะเร่งโคจรพลังปราณหลบหนีหายไปในความมืดมิดของราตรีกาลอย่างลนลาน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความตายที่ยังคงหลงเหลืออยู่
หลี่มู่เหวินเก็บดาบหักกลับเข้าฝักศิลาอย่างเชื่องช้า ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบ ร่างของเขากลับเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ลมหายใจติดขัดขึ้นมาทันที ปราณย้อนกลับที่สะสมจากการฝืนใช้เคล็ดวิชาเมื่อครู่กำลังกัดกินเส้นชีพจรของเขาจากภายใน รสชาติเค็มปร่าของโลหิตไหลย้อนขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่ชายหนุ่มกลับขบกรามแน่น ไม่ยอมเปล่งเสียงโอญโอยออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"อวดดีนัก..."
เสียงหวานใสราวกับไข่มุกกระทบจานหยกดังขึ้นแว่วๆ ในห้วงจิตสำนึก ร่างโปร่งแสงของเย่ซิงหลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ นางลอยตัวอยู่เบื้องหน้าเขา แววตาคู่สวยฉายแววตำหนิปนความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง
"หากเจ้ายังดื้อรั้นฝืนใช้เคล็ดวิชาตระกูลหลี่โดยไม่ปรับสมดุลธาตุหยินหยางในกาย เกรงว่าก่อนที่เจ้าจะได้แก้แค้นให้สำนัก ร่างนี้คงได้ระเบิดกลายเป็นจุลไปเสียก่อนเป็นแน่" นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทว่าแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด
หลี่มู่เหวินปาดคราบเลือดที่มุมปากออกช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงวิญญาณสาว "หากไม่ทำเช่นนั้น เกรงว่าเราคงไม่มีโอกาสได้มายืนสนทนากันเช่นนี้ในตอนนี้ ข้าต้องรีบหลอมจิตร่วมกับดาบหักเล่มนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เจ้าก็รู้ดีว่าพวกมันส่งคนมาสืบหาเบาะแสถี่ขึ้นทุกที"
เย่ซิงหลันถอนหายใจยาว นางทอดสายตามองดาบหักในมือของชายหนุ่ม แววตาไหววูบคล้ายหวนระลึกถึงอดีตอันยาวนานที่ถูกฝังกลบ "การหลอมจิตร่วมกับดาบวิญญาณ มิใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงแค่ใช้กำลังภายในกดขี่บังคับ ดาบเล่มนี้มีจิตวิญญาณ มีความแค้น และมีศักดิ์ศรีของมัน หากจิตของเจ้าไม่บริสุทธิ์พอ หรือมีความลังเลแม้เพียงนิดเดียว... เจ้านั่นแหละที่จะถูกมันกลืนกินวิญญาณเสียเอง"
"ข้าไม่มีทางเลือกอื่น" หลี่มู่เหวินกล่าวเสียงทุ้มต่ำ เขาเดินกลับเข้าไปในห้องโถงลับใต้ดิน แสงตะเกียงน้ำมันพืชสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่คมคายราวกับถูกแกะสลักจากหินผา "คืนนี้ ข้าจะเริ่มฝึก 'เคล็ดวิชาโอสถหวนคืน' ผสานกระบี่โลหิตไร้ลักษณ์"
ภายในห้องโถงลับที่ปิดทึบ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรหายากนับร้อยชนิดลอยอบอวล หลี่มู่เหวินนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะศิลาเย็นเฉียบ รอบกายของเขาถูกรายล้อมด้วยแผ่นยันต์อักขระโบราณที่เรืองแสงสีทองเรื่อๆ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ใบหน้าจะยังคงความสงบนิ่งราวกับรูปปั้นเซียน แต่ภายในร่างกายของเขากลับดั่งมีคลื่นพายุเพลิงโหมกระหน่ำ
เย่ซิงหลันลอยกายมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา นางกางมือออกช้าๆ ไอหมอกสีครามบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาปกคลุมร่างของชายหนุ่มไว้ "หลับตาลง... เพ่งจิตไปที่จุดตันเถียน ดึงเอาพลังปราณโอสถที่เจ้าสะสมมาตลอดสิบปีหลอมรวมเข้ากับเศษเหล็กอาถรรพ์เล่มนี้ อย่าให้จิตใจวอกแวกเป็นอันขาด ข้าจะคอยคุ้มกันจิตสำนึกให้เจ้าเอง"
หลี่มู่เหวินพยักหน้ารับช้าๆ เขาหลับตาลง ปิดกั้นการรับรู้จากโลกภายนอกทั้งหมด ลมหายใจเข้าออกเริ่มสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันกับชีพจรของแผ่นดิน
ทันใดนั้น ดาบหักในตักก็ลอยขึ้นสู่กลางอากาศด้วยตัวมันเอง มันเปล่งแสงสีแดงฉานออกมาราวกับโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน อุณหภูมิภายในห้องโถงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนอากาศบิดเบี้ยว ไอปราณกระบี่พุ่งพล่านราวกับฝูงม้าศึกที่หลุดจากคอก กรีดแทะผนังศิลาจนเกิดรอยแผลลึกเป็นทางยาว
นี่คือขั้นตอนแรกของการหลอมจิตร่วมกับดาบ—การชำระล้างจิตวิญญาณด้วยเพลิงโอสถ!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสพุ่งทะยานจากไขสันหลังตรงดิ่งเข้าสู่สมองส่วนกลาง ราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าไปในความทรงจำ หลี่มู่เหวินขมวดคิ้วแน่น เม็ดเหงื่อไหลย้อยอาบทั่วแผ่นหลัง กลิ่นอายความโกรธแค้น ความสูญเสีย และความโดดเดี่ยวในอดีตถูกกระชากออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ภาพของอาจารย์ที่สิ้นใจในอ้อมแขน ภาพกองเพลิงที่เผาผลาญสำนักโอสถสวรรค์จนกลายเป็นจุล ทุกอย่างย้อนกลับมาฉายชัดราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
*อย่าปล่อยให้มันครอบงำเจ้า!* เสียงของเย่ซิงหลันดังสะท้อนก้องอยู่ในห้วงความคิด นางรีบโคจรพลังปราณเซียนเข้าช่วยกดทับจิตมารที่กำลังจะเข้าครอบงำชายหนุ่ม
หลี่มู่เหวินกัดฟันกรอดจนมุมปากมีโลหิตซึมไหล เขาใช้ความตั้งมั่นอันแน่วแน่ดึงสติกลับคืนมา ท่องท่องคาถาโอสถโบราณในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนความแค้นให้กลายเป็นเชื้อเพลิง เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลัง บังคับให้ปราณโอสถบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่ใบดาบหักที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งแสงสีแดงฉานเริ่มสงบลง แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีครามบริสุทธิ์ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ดาบหักค่อยๆ ลอยกลับลงมาวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเขาอย่างเชื่องช้า ทว่าในวินาทีที่นิ้วมือสัมผัสโดนตัวดาบอีกครั้ง หลี่มู่เหวินกลับต้องลืมตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก
เพราะภายในห้วงจิตสำนึกที่ควรจะว่างเปล่า เขากลับได้ยินเสียงกระซิบอันแผ่วเบา... เสียงของใครบางคนกำลังเอ่ยวาจาเรียกชื่อเขาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ซึ่งเป็นเสียงที่เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด
"ศิษย์พี่... ท่านทิ้งข้าไว้ข้างหลังจริงๆ หรือ..."
ดวงตาของหลี่มู่เหวินเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะที่เงาร่างลึกลับร่างหนึ่งกำลังก้าวพ้นจากความมืดมิดเข้ามาในห้องโถงลับ พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณที่คุ้นเคยอย่างน่าสะพรึงกลัว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนไปกับตัวละครของเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด•ตอนที่ 4
เคล็ดวิชาโอสถหวนคืน
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!