เปลวเพลิงสีครามเข้มไม่ได้แผดเผาเพียงแค่สมุนไพรวิญญาณหมื่นปี หากแต่มันกำลังกลืนกินความอดทนครั้งสุดท้ายของหลี่มู่เหวิน
กลิ่นอายความร้อนระอุแผ่ซ่านจนอากาศภายในห้องหลอมโอสถบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น เม็ดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมคายของผู้เป็นปรมาจารย์โอสถ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง จ้องมองหม้อโอสถสำริดโบราณที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ คล้ายอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหล
นี่คือการหลอมโอสถเพลิงผลาญสวรรค์—เคล็ดวิชาต้องห้ามที่แม้แต่สำนักใหญ่ยังต้องสั่นสะเทือนหากล่วงรู้ว่ามีผู้กล้าฝืนกฎแห่งฟ้าดินเพื่อสืบทอดมัน
“เหลวไหลสิ้นดี...”
หลี่มู่เหวินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดออก ปราณแท้สีทองสายหนึ่งพุ่งเข้าผนึกอักขระเวทบนปากหม้อโอสถทันที ทว่า แทนที่กลิ่นหอมของโอสถทิพย์จะลอยฟุ้งตามที่ควรจะเป็น กลับมีเสียงกรีดแหลมบาดแก้วหูเสียดทะลุออกมาจากใจกลางเปลวเพลิง
ควันสีดำสนิทพวยพุ่งตลบอบอวล กลิ่นอายโบราณที่กดดันจนลมหายใจติดขัดแผ่ขยายออกมาราวกับภูเขาคีรีทับถมลงบนแผ่นอก หลี่มู่เหวินขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่อยู่นอกเหนือตำราโอสถโบราณทุกเล่มที่เขาเคยศึกษามา
ในกองเพลิงสีครามที่กำลังมอดดับลง เหลือเพียงเศษซากของสมุนไพรที่หลอมละลาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ก้นหม้อสำริด กลับไม่ใช่เม็ดโอสถกลมกลึงอันล้ำค่า
แต่มันคือ... เศษเหล็กขึ้นสนิมชิ้นหนึ่ง
รูปร่างของมันบิดเบี้ยวคล้ายเศษซากกระบี่ที่หักสะบั้น ปราศจากความงดงาม ไม่มีแม้แต่ประกายแสงเจิดจ้าของศาสตراวุธวิญญาณ ทว่ากลับแผ่ไอสังหารอันเย็นเยียบที่ตัดผ่านความร้อนของเปลวเพลิงได้อย่างน่าประหลาด ราวกับมันเป็นตัวตนอันโดดเดี่ยวที่แม้แต่ไฟสวรรค์ก็มิอาจแผดเผาให้สูญสลายได้
หลี่มู่เหวินหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง แม้เขาจะเป็นปรมาจารย์โอสถผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในยุทธภพ แต่สัญชาตญาณดิบภายในกายกลับร่ำร้องเตือนภัย เมื่อยามที่ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ เอื้อมออกไปสัมผัสกับเศษเหล็กชิ้นนั้น
“เจ้าโง่... หากไม่อยากตายอย่างไร้ค่า จงชักมือกลับเสีย”
เสียงหวานใสราวกับระฆังเงินกังวาน ทว่าเย็นชาจนเสียดแทงถึงไขกระดูกดังขึ้นในความเงียบงัน น้ำเสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของหลี่มู่เหวินโดยตรง
หลี่มู่เหวินชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องหลอมโอสถที่ปิดตาย ไร้ซึ่งเงาของผู้ใด “ผู้ใดกัน? ออกมา!”
“ข้าไม่ได้มีเวลามาเล่นซ่อนหากับเด็กน้อยที่แม้แต่เคล็ดวิชาโอสถขั้นพื้นฐานยังใช้พลังปราณสิ้นเปลืองเช่นเจ้า”
สิ้นเสียงนั้น แสงสีขาวนวลสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากเศษเหล็กขึ้นสนิม ร่างโปร่งแสงของสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ นางสวมใส่อาภรณ์โบราณที่ขาดวิ่นจนเผยให้เห็นร่องรอยการต่อสู้ในอดีต เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสยายยาวเคลียแผ่นหลัง ทว่าใบหน้างดงามล่มเมืองคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ดวงตาคู่คมกวาดมองหลี่มู่เหวินด้วยแววตาสสมเพชเวทนาแกมดูแคลน
เย่ซิงหลัน—วิญญาณเซียนผู้ติดอยู่ในดาบหัก ปรายตามองปรมาจารย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่ราวกับเขากระเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง
หลี่มู่เหวินถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความตกใจฉายผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ใบหน้าจะกลับมาเรียบเฉยเยือกเย็นดังเดิม เขาจ้องมองวิญญาณสาวเบื้องหน้าอย่างพิจารณา “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาสิงสถิตอยู่ในกองเพลิงโอสถของข้า?”
เย่ซิงหลันแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง “สิงสถิต? เจ้าคิดว่าข้าอยากอยู่ในเตาหลอมชั้นต่ำของเจ้าหรือ? หากไม่ใช่เพราะแรงปราณต้อยต่ำของเจ้าไปรบกวนการหลับใหลของข้า มีหรือที่ข้าจะต้องยอมเสียพลังวิญญาณเพื่อปรากฏกายให้คนโง่เช่นเจ้าเห็น”
“ปากคอเราะร้ายนัก” หลี่มู่เหวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย “แต่ก็นับว่าแปลก ที่วิญญาณเซียนผู้สูงส่งเช่นเจ้า กลับต้องมาอาศัยอยู่ภายในเศษเหล็กขึ้นสนิมไร้ค่าเช่นนี้”
เย่ซิงหลันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหรี่ลง รังสีสังหารสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างโปร่งแสงจนอุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงทันที บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นในพริบตา ราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนขาดสะบั้น
“เจ้าว่าอันใดนะ? เศษเหล็กไร้ค่าอย่างนั้นรึ?” เย่ซิงหลันก้าวเท้าเข้ามาหาหลี่มู่เหวินอย่างเชื่องช้า แม้จะเป็นเพียงร่างวิญญาณ แต่มหาอำนาจกดดันระดับเซียนก็ทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุด “นี่คือ ‘กระบี่เพลิงผลาญนภา’ อาวุธคู่กายของเซียนกระบี่เก้าสวรรค์! หากไม่ใช่เพราะการทรยศของพวกมัน... ข้าคงไม่ต้องมาตกต่ำอยู่ในสภาพวิญญาณเร่ร่อนเช่นนี้!”
หลี่มู่เหวินไม่ถอยหนี เขากลับเงยหน้าขึ้นสบตากับนางตรงๆ ความเย่อหยิ่งในสายตาของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าวิญญาณเซียนสาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่ว่ามันจะเคยยิ่งใหญ่เพียงใดในอดีต แต่ในเวลานี้... มันก็เป็นเพียงเศษเหล็กที่นอนอยู่ก้นเตาหลอมของข้า” หลี่มู่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง “เช่นเดียวกับตัวเจ้า... เย่ซิงหลัน เจ้ามีความแค้นที่ต้องชำระ แต่อาศัยเพียงร่างวิญญาณที่ใกล้จะดับสลายเช่นนี้ เจ้าคิดว่าจะล้างแค้นผู้ใดได้?”
คำพูดนั้นราวกับคมกระบี่ที่แทงทะลุกลางใจ เย่ซิงหลันนิ่งงัง ร่างโปร่งแสงของนางสั่นสะท้อนเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยวและเจ็บปวดในคราเดียวกัน ไม่มีใครกล้าพูดความจริงที่โหดร้ายนี้ต่อหน้านางมานานนับร้อยปีแล้ว
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเปลวไฟที่ยังคงปะทุเบาๆ เป็นระยะ
เย่ซิงหลันจ้องมองหลี่มู่เหวินด้วยแววตาซับซ้อน คล้ายประหลาดใจ คล้ายโกรธเคือง และคล้าย... กำลังค้นหาบางสิ่งในตัวชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองผู้นี้
“เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า?” เย่ซิงหลันเอ่ยเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ในเมื่อเจ้าพูดจาอาจหาญนัก เช่นนั้นเรามาทำข้อตกลงกันดีกว่า... หลี่มู่เหวิน”
หลี่มู่เหวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ข้อตกลงอันใด?”
“ช่วยข้า... หลอมร่างเนื้อขึ้นมาใหม่ด้วยโอสถวิญญาณสวรรค์ และข้าจะมอบเคล็ดวิชากระบี่ที่สูญหายไปจากยุทธภพให้แก่เจ้า” เย่ซิงหลันยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ซ่อนเร้น “แลกกับการที่เจ้าจะต้องใช้พลังปราณทั้งหมดของเจ้าปกป้องข้าในยามที่ร่างนี้ยังไม่สมบูรณ์”
หลี่มู่เหวินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สมองของเขาประเมินความเสี่ยงและผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว การสร้างร่างเนื้อจากโอสถวิญญาณสวรรค์เป็นเรื่องที่ท้าทายกฎสวรรค์ยิ่งกว่าการฝืนชะตาชีวิตเสียอีก หากล้มเหลว... วิญญาณของเขาอาจต้องแตกดับไปพร้อมกับนาง
ทว่า ในฐานะปรมาจารย์โอสถผู้แสวงหาจุดสูงสุดของวิถีเซียน ความท้าทายเช่นนี้คือสิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิต
“ข้อเสนอน่าสนใจไม่น้อย...” หลี่มู่เหวินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความท้าทาย “แต่ข้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม... ระหว่างที่เราทำตามข้อตกลงนี้ ห้ามเจ้าใช้น้ำเสียงสั่งสอนข้าเช่นนี้อีก เพราะในสถานที่แห่งนี้ ข้าคือผู้ควบคุมเตาหลอม”
เย่ซิงหลันแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ นางรู้ดีว่าในยามนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพาชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งผู้นี้
ทันใดนั้นเอง... ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอื้อMคำพูดใดเพิ่มเติม เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากเบื้องนอกประตูห้องหลอมโอสถ แรงกระแทกมหาศาลทำให้ค่ายกลป้องกันสำนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเศษฝุ่นโปรยปรายลงมา
เศษเหล็กในมือของหลี่มู่เหวินสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ไอสังหารพวยพุ่งทะลุเพดานห้องขึ้นสู่ท้องนภา
สีหน้าของหลี่มู่เหวินเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที ขณะที่เย่ซิงหลันหันขวับไปมองยังทิศทางของประตูด้วยแววตาวาวโรจน์
“ดูเหมือนว่า ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ จะมาเร็วกว่าที่คิดนะ...” เย่ซิงหลันแสร้งยิ้มเย็นชา พลางเอ่ยกระซิบข้างหูของหลี่มู่เหวินด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร “ข้าอยากรู้นักว่า เจ้าจะรักษาคำพูดที่ว่าจะ ‘ควบคุมเตาหลอม’ นี้ได้อย่างไร... เมื่อคนของสำนักกระบี่สวรรค์ก้าวเข้ามาถึงที่นี่”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเซียนนี้ด้วยกันนะครับ
*“เพลิงโอสถสวรรค์”*
เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด•ตอนที่ 1
เศษเหล็กในกองเพลิง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจ กับ วิญญาณดาบในอาภรณ์ขาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!