เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาหนักกระทบลงบนพื้นโต๊ะทำงานกระจกใสในห้องพักทนายความส่วนตัว คือสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนที่สุดในค่ำคืนนี้ แสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานสะท้อนลงบนสันแฟ้มสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งบรรจุเอกสารลับทางราชการและบัญชีการเงินนอกระบบที่ศรันยาใช้เวลาสืบเสาะนานแรมเดือน
ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาจ้องมองตัวเลขยอดโอนเงินนับสิบล้านบาทที่ถูกโยกย้ายผ่านบัญชีม้าอย่างเป็นระบบ ลายมือชื่อดิจิทัลที่ปรากฏอยู่ท้ายเอกสารการประมูลโครงการรัฐขนาดใหญ่ชิ้นนั้นชัดเจนเสียจนไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร... ธราธิป อดีตสามีผู้เย่อหยิ่งและสะอาดสะอ้านในสายตาประชาชนคนทั่วไป
"คุณกำลังเล่นเกมกับไฟกองใหญ่โตมโหฬารเลยนะคะ ธราธิป..."
ศรันยาพึมพำกับความว่างเปล่า มุมปากอิ่มสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขสำราญเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นรอยยิ้มของเหยื่อที่ผันตัวมาเป็นนักล่าอย่างเต็มตัว ในเมื่อเขาเคยใช้กฎหมายและอำนาจเงินตราเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี ในวันนี้ เธอก็จะใช้กระดาษไม่กี่แผ่นนี่แหละ ถอนรากถอนโคนบัลลังก์ธุรกิจที่เขารักนักรักหนาให้พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เธอเคยเปรียบเสมือนกรงขังอันหนาวเหน็บ เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของธราธิปยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ วันที่เธอกราบกรานขอความเห็นใจในวันที่สูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งหัวใจของตัวเอง เขาเพียงแค่ปรายตามองด้วยความสมเพชเวทนา แล้วผลักไสเธอออกไปราวกับสิ่งของไร้ค่า
*“อย่าได้แม้แต่จะคิดเรียกร้องอะไรจากผมอีกเลย ศรันยา คุณมันก็แค่ผู้หญิงที่ผมแต่งงานด้วยเพื่อความถูกต้องตามพินัยกรรมเท่านั้น”*
คำพูดเหล่านั้นในอดีตเปรียบเสมือนน้ำกรดที่ค่อยๆ กัดเซาะความอ่อนโยนในจิตใจของศรันยาจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความด้านชาและสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เธอใช้เวลาเรียนรู้กฎหมาย สอบตั๋วทนายความ และไต่เต้าขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา เพื่อวันนี... วันที่เธอจะทวงคืนทุกอย่างทบต้นทบดอก
นิ้วเรียวยาวเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อตรวจสอบรายชื่อพยานปากเอก ซึ่งก็คืออดีตเลขานุการส่วนตัวของธราธิป ผู้หญิงที่กุมความลับเรื่องการทุจริตภาษีและการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเอาไว้ทั้งหมด ศรันยาได้นัดหมายเพื่อพบกับเธอในค่ำคืนนี้ ณ ร้านกาแฟลับตาคนย่านชานเมือง เพื่อโน้มน้าวให้เธอยอมพลิกปากคำและนำหลักฐานทั้งหมดมามอบให้ศาลในฐานะพยานฝ่ายโจทก์
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือส่วนตัวก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
*‘ผมรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ศรันยา... หยุดเถอะ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป’*
ข้อความจากเบอร์แปลกที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของธราธิป หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความแปลกใจที่เขารู้ความเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ผู้ชายคนนั้นส่งคนสะกดรอยตามเธออย่างนั้นหรือ? หรือว่าเขาเริ่มระแคะระคายเรื่องที่เธอกำลังขุดคุ้ยสัญญาสัมปทานฉบับนั้นแล้ว?
ศรันยาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเย้ยหยัน เธอพิมพ์ข้อความตอบกลับไปทันทีด้วยความเด็ดเดี่ยว
*‘สายเกินไปเหรอคะ? สำหรับฉัน... ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการทวงคืนความยุติธรรมหรอกค่ะคุณธราธิป เตรียมตัวรับหมายศาลชุดใหญ่จากฉันได้เลยนะคะ’*
กดส่งเสร็จเธอก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ทันที ไม่เปิดโอกาสให้ปลายสายได้ส่งข้อความโต้ตอบกลับมาอีก ศรันยาสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีดำสนิท หยิบร่มและกระเป๋าเอกสารคู่ใจเดินออกจากห้องทำงาน มุ่งหน้าสู่จุดนัดพابلับทันทีโดยไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
บรรยากาศยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครเต็มไปด้วยแสงสี ทว่าสำหรับศรันยาแล้ว มันช่างมืดมนและเย็นเยียบ ฝนปรอยๆ เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งราวกับฟ้าฝนกำลังเป็นใจให้กับแผนการแก้แค้นในเงามืด รถยนต์ซีดานสีดำคันหรูแล่นไปตามท้องถนนอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสู่ร้านกาแฟเป้าหมาย
ทว่า เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าร้านกาแฟตามเวลานัดหมาย บรรยากาศภายในร้านกลับเงียบสงบผิดปกติ ไฟในร้านปิดมืดสนิท ไม่มีวี่แววของอดีตเลขานุการคนที่นัดไว้ มีเพียงร่างสูงโปรดของใครบางคนยืนพิงเสาไฟฟ้ารออยู่ท่ามกลางสายฝน ร่างนั้นสวมสูทสีเข้ม ไหล่กว้างลู่ไปตามแรงลม และเมื่อแสงไฟจากป้ายร้านส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและแววตาสั่นไหว... ศรันยาถึงกับเบรกฝีเท้าแทบไม่ทัน
ธราธิปยืนรอเธออยู่ตรงนั้น... ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่มีบอดี้การ์ดหรือคนติดตาม
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้รถของเธอทีละน้อย หยดน้ำฝนเกาะพราวอยู่บนเส้นผมและไหล่หนา แววตาที่เคยหยิ่งทระนงและเยือกเย็นในอดีต บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความร้าวรานและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
"เราต้องคุยกัน ศรันยา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ขณะที่มือหนายื่นเข้ามาแตะที่ขอบประตูรถของเธออย่างลังเล "คุณกำลังเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอันตรายที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่คุณจะรับไหว... คนพวกนั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่คุณคิดนะ"
ศรันยาลดกระจกรถลงครึ่งหนึ่ง ดวงตากลมโตมองอดีตสามีด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งสมเพช เยχชา และเกลียดชังระคนกัน เธอเหยียดยิ้มเย็นชาใส่หน้าเขาเป็นครั้งแรกในรอบสามปี
"อันตรายเหรอคะ? สำหรับฉัน... ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าการที่เคยไว้ใจผู้ชายสารเลวอย่างคุณอีกแล้วล่ะค่ะคุณธราธิป"
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของธราธิปสะดุดกึก และทำให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งราวกับโลกใบนี้ได้พังทลายลงตรงหน้า
"และถ้าคุณคิดจะขัดขวางฉันล่ะก็... ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะค่ะ เพราะหลักฐานชิ้นต่อไปที่ฉันจะยื่นให้ศาล... มันไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตบริษัท แต่มันคือหลักฐานที่จะส่งตัวคุณเข้าคุกไปชดใช้กรรมทั้งหมด... รวมถึงเรื่องของ **'ลูก'** ที่คุณเคยพยายามทำลายทิ้งด้วยมือของคุณเอง!"
ธราธิปเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เมื่อคำพูดประโยคสุดท้ายของอดีตภรรยาพุ่งตรงเข้ากระแทกใจดำมืดของเขาอย่างจัง พร้อมกับความจริงอันน่าตกใจที่เพิ่งกระจ่างชัดในวินาทีนี้... ว่าเด็กชายตัวน้อยหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขา ที่เขาเพิ่งบังเอิญเห็นเดินอยู่กับเธอเมื่อสัปดาห์ก่อน แท้จริงแล้วคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเองที่ยังมีชีวิตอยู่!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับแผลในใจและการแก้แค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย•ตอนที่ 4
แผนการในเงามืด
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!