"หนึ่งร้อย... สองร้อย... สามร้อยห้าสิบ..."
เสียงกระดาษธนบัตรเก่าๆ ที่ถูกนับเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบภายในกระท่อมดินหลังเล็ก แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดวูบวาบสาดส่องกระทบใบหน้าเนียนใสของหลี่จูหลัน ที่เวลานี้กำลังเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความสุข ปึกธนบัตรเหรินหมินปี้หนาปึกวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลิ่นอายเฉพาะตัวของหมึกพิมพ์และกระดาษเก่าลอยอบอวลปะปนไปกับกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันหมูและเครื่องเทศที่ยังคงติดตรึงอยู่บนปลายนิ้ว
นี่คือผลลัพธ์จากการหยาดเหงื่อแรงงานและการวางแผนธุรกิจอันแยบยลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมนู "หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงสูตรลับ" และ "ซาลาเปาไส้ทะลัก" ของเธอไม่เพียงแต่กวาดเงินจากตลาดมืดจนเกลี้ยงแผง แต่ยังสร้างชื่อเสียงแบบปากต่อปากชนิดที่ต่อให้ทางการกวาดล้างอย่างไรก็กวาดไม่หมด เพราะความอร่อยระดับปรมาจารย์ในยุค 70 ที่ผู้คนอดอยากปากแห้ง ย่อมมีค่ามากกว่าทองคำ
"แม่ครับ... เงินเยอะขนาดนี้ เราจะเอาไปซื้ออะไรดีครับ"
เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวเป่าดังขึ้น เด็กน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเก้าอี้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองกองธนบัตรตรงหน้าด้วยความทึ่ง แก้มป่องๆ ที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นจากการถูกแม่เลี้ยงขุนด้วยอาหารชั้นเลิศตลอดหลายวันที่ผ่านมา ขยับยุกยิกด้วยความตื่นเต้น มือเล็กๆ เอื้อมออกไปทำท่าจะแตะธนบัตรปึกใหญ่แต่ก็ชักมือกลับราวกับกลัวว่ามันจะเป็นเพียงความฝัน
หลี่จูหลันหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างเอ็นดู เธอวางมือเรียวลงบนกลุ่มผมนุ่มฟูของเด็กชายแล้วลูบเบาๆ พลางกวาดสายตามองธนบัตรในมือด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"ยังหรอกเสี่ยวเป่า เงินพวกนี้เรายังไม่รีบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย... นี่คือทุนก้อนแรกที่จะเปลี่ยนชีวิตครอบครัวเราให้กลายเป็นเศรษฐีเงียบๆ ในยุคนี้ต่างหากล่ะครับ" เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
สำหรับเชฟมือทองจากศตวรรษที่ 21 อย่างเธอ การมีเงินสดอยู่ในมือหลักพันหยวนท่ามกลางยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงเสียยิ่งกว่าภูเขาหิน หลี่จูหลันซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้ภายใต้ท่าทีสงบเสงี่ยม ยุค 70 ที่คนอื่นหวาดกลัวความยากจนข้นแค้นและตั๋วปันส่วนอาหาร แต่มันกลับเป็นสวรรค์ของคนที่มีมิติห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่และฝีมือการทำอาหารระดับเทพอย่างเธอ
ในมิติลับของเธอตอนนี้ มีทั้งแป้งสาลีชั้นดี น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์คุณภาพเยี่ยม และเครื่องปรุงรสสารพัดชนิดที่คนในยุคนี้ไม่มีทางหาซื้อได้ต่อให้มีเงินกองเท่าภูเขาก็ตามที การกุมความลับนี้ไว้หมายความว่าต้นทุนการผลิตของเธอแทบจะเป็นศูนย์ แต่กำไรที่ได้กลับมหาศาลจนน่าตกใจ
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระท่อมดังขึ้นกะทันหัน ทำลายบรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืนลงอย่างสิ้นเชิง
เสี่ยวเป่าสะดุ้งสุดตัว รีบหดมือกลับแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังขาของหลี่จูหลันทันที ดวงตาคู่น้อยฉายแววหวาดระแวงอย่างชัดเจน เนื่องจากในอดีต บุคคลที่มาเคาะประตูยามวิกาลมักไม่ใช่ใครอื่น นอกจากแม่สามีจางผู้จอมตะกละและชอบมาหาเรื่องไถเงินหรือข้าวสารจากบ้านรองอยู่เป็นประจำ
หลี่จูหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยความเย็นชา ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เธอกวาดกวาดธนบัตรปึกใหญ่บนโต๊ะลงในลิ้นชักไม้เก่าๆ อย่างรวดเร็วแล้วล็อกกุญแจเสียงดังคลิก ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูด้วยฝาดก้าวที่มั่นคง
แกร็ก...
บานประตูไม้ผุกร่อนถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ภายใต้เงาจันทร์ แสงสลัวสาดกระทบโครงหน้าคมคายสันจัตุรัสและดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล
"หานเฟิง?"
หลี่จูหลันอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ สามีหนุ่มนายทหารผู้เคร่งขรึมและมักจะหายตัวไปปฏิบัติภารกิจที่ค่ายทหารนานหลายเดือน จู่ๆ ก็กลับมาเยือนบ้านในยามวิกาลเช่นนี้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
หานเฟิงมองหน้าภรรួสาวนิ่งงัน กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องตุ๋นยาจีนและอาหารชั้นดีที่ยังคงลอยอบอวลอยู่ภายในกระท่อมเตะจมูกเขาเข้าอย่างจัง ดวงตาคมกวาดมองสำรวจสภาพภายในบ้านที่สะอาดสะอ้านผิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ รวมถึงแก้มที่อิ่มเอิบขึ้นของบุตรชายตัวน้อยที่แอบมองเขาอยู่ด้านหลัง
ชายหนุ่มขยับริมฝีปากหนาเตรียมจะเอ่ยปากทักทายภรรยาตามหน้าที่สามี แต่ทว่า... สัญชาตญาณอันเฉียบคมของนายทหารระดับสูงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวของหลี่จูหลันในยามนี้ ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของแม่เลี้ยงสาวซอมซ่ออ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว รัศมีของความมั่งคั่งและความมั่นใจบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอมันชัดเจนเสียจนเขาต้องหรี่ตามองอย่างพินิจพิจารณา
"คุณ... กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกล่วงหน้า?" หลี่จูหลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้ในใจจะเริ่มคำนวณความเป็นไปได้ต่างๆ ที่สามีหนุ่มอาจจะสังเกตเห็นพิรุธเมื่อครู่
หานเฟิงไม่ตอบคำถามในทันที เขาก้าวเท้าเข้ามาในบ้านโดยไม่รออนุญาต กลิ่นอายกดดันบางเบาแผ่ออกมาจากร่างกายกำยำที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน สายตาคมกวาดมองไปหยุดนิ่งสนิทที่ลิ้นชักไม้เก่าซึ่งมีร่องรอยการล็อกกุญแจใหม่อย่างแน่นหนา
บรรยากาศภายในกระท่อมหลังเล็กพลันเงียบงัดลงทันที เสียงจิ้งหรีดนอกหน้าต่างราวกับเงียบเสียงลงเพื่อให้ทางแก่ความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ทว่า ในวินาทีที่หานเฟิงกำลังจะอ้าปากเอ่ยทักทายเรื่องกลิ่นอาหารและท่าทีแปลกๆ ของภรรยา สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเศษกระดาษสีแดงชิ้นเล็กๆ ที่หลุดร่วงอยู่บนพื้นข้างโต๊ะไม้... มันคือมุมของธนบัตรมูลค่าสิบหยวนใหม่เอี่ยม ที่ต่อให้ทหารระดับเขาทำงานทั้งเดือนก็ยังหาไม่ได้ง่ายๆ!
ดวงตาคมกริบของหานเฟิงหันกลับมาสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยของหลี่จูหลันที่กำลังมองเขาด้วยแววตานิ่งสงบไร้ความเกรงกลัว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสชาติชีวิตไปพร้อมกับความสุขในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70•ตอนที่ 13
เงินก้อนโตและการวางแผนขั้นต่อไป
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!