ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70•ตอนที่ 12

ขนมเปี๊ยะเกลี้ยงตะกร้า

ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
เสียงไม้กระดานร้านค้ากระแทกกับพื้นดังปังจนคนกลุ่มหนึ่งสะดุ้งโหยง "นี่มันบ้าอะไรกัน! ขนมเปี๊ยะชิ้นละห้าเหมา ใครมันจะไปบ้าซื้อวะ!" เสียงตะคอกแหบพร่าของพ่อค้าตลาดมืดหน้าเลือดนามว่า "เฉินเต๋อ" ดังลั่นตรอกซอยแคบๆ ด้านหลังสถานีรถไฟ แววตาของเขาจดจ้องตะกร้าไม้ไผ่ว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความรู้สึกเคืองแค้นผสมความงุนงงจนสมองแทบประมวลผลไม่ทัน เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ตะกร้าใบนั้นยังเต็มไปด้วย "ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก" แป้งบางกรอบสีทองอร่ามที่ส่งกลิ่นหอมของเนยและไข่เค็มฟุ้งกระจายไปครึ่งค่อนตลาด แต่วินาทีนี้... เหลือเพียงเศษแป้งร่วนซุยและกระดาษห่อมันเลื่อมที่ยังคงหลงเหลือไอร้อนระอุ หลี่จูหลันปัดเศษแป้งออกจากฝ่ามือเรียวบางอย่างใจเย็น นางปรายตามองพ่อค้าเถื่อนที่หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห ก่อนจะยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า "ถ้าไม่อร่อยจริง คนเขาคงไม่แย่งกันจนเหยียบเท้ากันตายหรอกครับ... อ้อ ไม่สิ ต้องเรียกว่า ของดีราคาคุ้มค่าต่างหาก ถึงเรียกว่าค้าขายเป็นธรรม" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่น้ำคำกลับเชือดเฉือนจนเฉินเต๋อกำหมัดแน่น ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน หลี่จูหลันในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีมอแต่สะอาดสะอ้าน ก้าวเท้าเข้ามาในเขตตลาดมืดด้วยความมั่นใจ ในมิติห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ของนางมีวัตถุดิบชั้นเลิศและเตาอบอัจฉริยะที่ใช้เวลาอบเพียงพริบตา นางเลือกทำ "ขนมเปี๊ยะไส้ทะลักสูตรพิเศษ" ที่ผสมผสานความหอมมันของถั่วกวนเนื้อเนียนละเอียด ไข่เค็มแดงลูกโตที่เค็มมันกำลังดี และหมูหยองผัดซอสสูตรลับ ทันทีที่นางเปิดผ้าขาวบางคลุมตะกร้า กลิ่นหอมเย้ายวนใจก็พัดโชยไปตามสายลม ชนิดที่ต่อให้คนอิ่มท้องมาจากไหนก็ต้องน้ำลายสอ ชาวบ้านและกรรมกรใช้แรงงานที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงัก ฝูงชนกรูเข้ามาเบียดเสียดกันราวกับผึ้งแตกรัง หลายคนถือเงินสดกำไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะซื้อไม่ทัน เพราะยุคสมัยนี้หาของกินอร่อยๆ ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ขนมเปี๊ยะชิ้นโตที่อัดแน่นด้วยไส้ทะลักทะลายในราคาชิ้นละห้าเหมา จึงไม่ใช่เรื่องแพงเลยสำหรับผู้ที่โหยหาความสุขทางลิ้น "แม่นาง... เอาไส้หมูหยองไข่เค็มสองชิ้น!" "ทางนี้เอาสามชิ้น! ข้าจองก่อนนะ อย่ามาแย่ง!" "เงินนี่ครับ ทอนข้าด้วย... ไม่ต้องทอน เอาเพิ่มอีกชิ้น!" เสียงแย่งชิงเงินตราและเสียงร้องขอซื้อดังระงม ตะกร้าใบใหญ่ที่หลี่จูหลันคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาขายสักครึ่งวัน กลับถูกกวาดเกลี้ยงหมดจดภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ท่ามกลางสายตาดוקตื่นตะลึงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเถื่อนเจ้าถิ่นที่ตั้งใจจะรอดูความฉิบหายของแม่เลี้ยงสาวหน้าใหม่คนนี้ เฉินเต๋อและพรรคพวกซึ่งคุมวินัยและเก็บส่วยในตลาดมืดแห่งนี้มานาน วางแผนไว้ว่าจะเข้ามากลั่นแกล้ง ขูดรีดค่าคุ้มครอง หรือแม้แต่หาเรื่องยึดสินค้าของนางหากขายไม่ออก ใครจะคาดคิดว่าแผนการเหยียบย่ำจะกลายเป็นการตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่กลางฝูงชน เงินสดจำนวนมากกองอยู่ในกระเป๋าผ้าของหลี่จูหลันอย่างหนาแน่น "นัง... เอ่อ คุณหลี่ เจ้ากล้าดียังไงมาทุบหม้อข้าวคนอื่นในอาณาเขตนี้!" เฉินเต๋อขู่ฟ่อ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัว หวังจะใช้รูปร่างที่สูงใหญ่กว่าข่มขู่หญิงสาว ทว่า ในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อแจ็กเกตทหารสีเขียวเข้มก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองอย่างรวดเร็ว หานเฟิง สามีหนุ่มนายทหารผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เย็นชา ยืนตระหง่านเป็นกำแพงเหล็ก ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองเฉินเต๋อด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาโดยไม่ต้องออกแรงขู่ "ถอยไป" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยสั้นๆ แต่ทำเอาเฉินเต๋อสะท้านไปถึงสันหลัง หานเฟิงปรายตามองมือหนาของเฉินเต๋อที่เกือบจะเอื้อมมาแตะชายเสื้อภรรยา ก่อนจะปัดมือนั้นออกอย่างไร้เยื่อใย "ภรรยาผมทำการค้าโดยสุจริต มีใบอนุญาตชั่วคราวถูกต้องตามกฎระเบียบของสหกรณ์ ถ้าคุณยังมีปัญหาอะไร เชิญไปคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่สถานีตำรวจได้เลย" เฉินเต๋อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นสัญลักษณ์ทหารยศสูงบนปกเสื้อของหานเฟิงและความนิ่งสงบที่แฝงไว้ด้วยอันตราย เขาทำได้เพียงกัดฟันกรอด สะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคือง พลางส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายทิ้งท้ายก่อนจะเดินหายลับไปในฝูงชน หลี่จูหลันลอบถอนหายใจเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีหนุ่มที่หันกลับมามองนางด้วยแววตาอ่อนลงทันที ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความห่วงใยที่ฉายชัดในดวงตาคม "เจ้าไม่เป็นไรนะ" หานเฟิงเอ่ยถามเสียงนุ่ม มือหนายื่นไปหยิบตะกร้าเปล่าจากมือนางมาถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ "ฉันจะไปเป็นอะไรได้ล่ะคะ... เอ๊ย หมายถึง ผมไม่เป็นไรหรอกครับคุณสามี" หลี่จูหลันเกือบหลุดปากพูดสำนวนสมัยใหม่ แต่ก็เปลี่ยนคำสรรพนามและลงท้ายได้อย่างราบรื่น นางยิ้มกริ่ม พลางตบกระเป๋าเงินที่มีธนบัตรปึกใหญ่อยู่ข้างใน "วันนี้กำไรมหาศาลทีเดียว กลับบ้านไปฉัน... ผมจะทำเนื้อสลัดน้ำใสกับหมูตุ๋นยาจีนหม้อใหญ่ให้คุณกับเสี่ยวเป่ากินเป็นรางวัล" เมื่อได้ยินคำว่า "หมูตุ๋นยาจีน" และนึกถึงฝีมือการทำอาหารของภรรยา หานเฟิงก็พลอยรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด ความเหนื่อยล้าจากการฝึกทหารตลอดสัปดาห์หายเป็นปลิดทิ้ง เขายื่นมือไปกุมมือเรียวของภรรยาไว้แน่นท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความรักและความหวงแหนอย่างเปิดเผย สองสามีภรรยาเดินเคียงคู่กันออกจากตลาดมืด มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ โดยไม่รู้เลยว่าความสำเร็จครั้งนี้กำลังดึงดูดสายตาคู่หนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี๊ยมร้างฝั่งตรงข้าม ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งในชุดสำ합ดียุคเก่าจดจ้องมองแผ่นหลังของหลี่จูหลันและหานเฟิงด้วยแววตาพยาบาท นางผู้นั้นค่อยๆ ยิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนข้อความลับบางอย่างใส่ซองจดหมาย แล้วส่งให้เด็กรับใช้ด้านหลัง "เอาข่าวนี้ไปส่งให้ 'คุณชายฉิน' ที่อำเภอเหนือ... บอกว่าแม่เลี้ยงตระกูลหานคนนี้ เริ่มสร้างปัญหาใหญ่ให้พวกเราเติบโตเกินไปเสียแล้ว" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสชาติชีวิตไปพร้อมกับความสุขในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%