"ขีดเส้นตรงลงมาก่อนเสี่ยวเป่า อย่าเพิ่งรีบงอข้อมือ... การคัดตัวหนังสือก็เหมือนกับการใช้ชีวิตครับ ต้องมีความมั่นคงและตั้งใจในทุกย่างก้าว"
เสียงทุ้มนุ่มนวลของหลี่จูหลันดังแว่วขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบยามพลบค่ำ ภายในห้องโถงเล็กๆ ของบ้านตระกูลหาน มีเพียงแสงสีส้มอุ่นๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเก่าที่ส่องกระทบใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายวัยเจ็ดขวบ เสี่ยวเป่านั่งหลังตรงโดยมีแผ่นไม้กระดานรองตัก ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่กับพู่กันขนกระต่ายในมืออย่างเคร่งเครียด บนกระดาษฟางหยาบๆ ปรากฏรอยหมึกสีดำที่แม้จะยังดูเก้ๆ กังๆ แต่ก็แสดงถึงความพยายามอย่างเต็มเปี่ยม
หลี่จูหลันในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีที่เธอแอบหยิบออกมาจากมิติห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ กำลังเอื้อมมือเรียวขาวไปประคองข้อมือเล็กๆ นั้นเบาๆ ปลายนิ้วสัมผัสถึงความผอมแห้งที่หลงเหลืออยู่บ้าง แม้ว่าในช่วงหลายสัปดาห์มานี้เธอจะคอยบำรุงด้วยอาหารชั้นเลิศและน้ำซุปตุ๋นยาจีนจนแก้มของเด็กน้อยเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม
"แม่ครับ... ตัว 'จื่อ' (ตัวอักษร) ตัวนี้ ทำไมมันยากจังเลยครับ" เสี่ยวเป่าเงยหน้าขึ้นมองมารดาเลี้ยงด้วยแววตาออดอ้อน ริมฝีปากเล็กๆ ยื่นออกมาเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู
"ยากสิครับ เพราะความรู้คือสมบัติที่ไม่มีใครแย่งไปได้ไงล่ะ" หลี่จูหลันยิ้มละมุน นัยน์ตาทอประกายอบอุ่น เธอใช้มืออีกข้างลูบศีรษะทุยของเด็กน้อยอย่างรักใคร่ ภาพความผูกพันนี้หากคนในหมู่บ้านมาเห็นเข้าคงต้องขยี้ตาด้วยความตกใจ เพราะใครเล่าจะคาดคิดว่าอดีตแม่เลี้ยงใจร้ายที่เคยตบตีเด็ก จะกลายมาเป็นคุณแม่ตัวอย่างที่นั่งสอนหนังสือลูกเลี้ยงด้วยความใจ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงบ่าย หลี่จูหลันเพิ่งจัดการตบหน้าบรรดาญาติห่างๆ ของตระกูลจางที่ยกโขยงกันมาไถเสบียงด้วยความหน้าไม่อาย เธอใช้ไหวพริบและกฎหมายชุมชนตอกกลับจนพวกมันหน้าซีดเผือด ถือกระสอบแป้งสาลีหนีแทบไม่ทัน ชัยชนะอันงดงามในวันนี้ไม่ได้ทำให้เธอเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันทำให้เธอยิ่งรู้สึกรักความสงบสุขยามเย็นเช่นนี้มากขึ้นไปอีก
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของหานเฟิงจะก้าวเข้ามาในบ้าน กลิ่นอายไอเย็นยามค่ำคืนและกลิ่นอายดินปืนจางๆ จากค่ายทหารติดตัวเขามาด้วย ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าออกแขวนไว้ที่ผนังอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาคมกริบกวาดมองภาพความอบอุ่นเบื้องหน้า มุมปากที่มักจะเรียบตึงเป็นเส้นตรงมาตลอดผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
"พ่อกลับมาแล้วครับ!" เสี่ยวเป่าร้องเรียกเสียงใส วางพู่กันลงแล้ววิ่งดุ๊กๆ ไปโอบกอดขาของบิดา
หานเฟิงย่อตัวลงอุ้มลูกชายขึ้นแนบอก มือหนาลูบหลังเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับภรรยาสสาวที่นั่งส่งยิ้มหวานมาให้ แววตาของนายทหารหนุ่มไหววูบเล็กน้อย หัวใจที่เคยด้านชาจากการฝึกฝนและสงครามกลับรู้สึกพองโตอย่างประหลาด ทุกครั้งที่เขากลับมาถึงบ้านแล้วพบว่ามีแสงไฟรอคอย มีภรรยาคนสวยคอยดูแลลูกชาย และมีกลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวล มันคือความสุขที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงในยามที่อยู่ในสนามรบ
"วันนี้การบ้านเสร็จหรือยัง ถึงได้รีบวิ่งมาฟ้องพ่อ" หานเฟิงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ เจือความอ่อนโยนที่สงวนไว้ให้แค่คนในครอบครัวนี้เท่านั้น
"เสร็จแล้วครับ แม่จูหลันสอนผมเขียนตั้งหลายตัวแน่ะครับ!" เสี่ยวเป่าโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจ
"เก่งมากครับ" หานเฟิงยิ้มบางๆ ก่อนจะวางตัวเด็กชายลงแล้วเดินเข้ามาใกล้หลี่จูหลันที่กำลังเก็บพู่กันลงในแท่นวาง สายตาคมกวาดมองใบเนียนใสที่สะท้อนแสงไฟตะเกียง มือใหญ่เอื้อมไปหยิบกระดาษฝึกเขียนขึ้นมาพิจารณา "ลายมือใช้ได้... สอนดีกว่าครูที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านเสียอีกนะ"
"คุณก็ชมเกินไปแล้วค่ะ... เอ๊ย พูดผิด พูดผิดสิคะ... เอ่อ หมายถึง พูดผิดครับ!" หลี่จูหลันรีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงติดปากจากยุคเดิม หานเฟิงมักจะแอบอมยิ้มทุกครั้งที่เธอเผลอตัวหลุดคำพูดแปลกๆ หรือพฤติกรรมทันสมัยที่คนยุคนี้ไม่ทำกัน แต่เขาก็ไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงความลับของเธอ ให้เกียรติและเคารพพื้นที่ส่วนตัวของภรรเสมอมา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"ไม่เป็นไรครับ จะแทนตัวเองว่าอะไร ผมก็ฟังรื่นหูทั้งนั้น" หานเฟิงโน้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอจนหลี่จูหลันต้องรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าเนียนซับสี3แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
"ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะค่ะ อาหารเย็นเสร็จพอดี วันนี้ฉันทำ 'หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง' สูตรพิเศษ เนื้อนุ่มละลายในปาก เคี่ยวจนน้ำซุปเข้าเนื้อ หอมกลิ่นเครื่องเทศโชยไปถึงปากซอยโน่นแน่ะ" หลี่จูหลันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ดวงตาสุกใสเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร
แค่ได้ยินชื่อเมนู เสี่ยวเป่าก็กลืนน้ำลายเอื้อมมือไปจับชายเสื้อบิดาเร่งเร้าทันที "พ่อครับ รีบไปล้างมือเร็ว แม่ทำของอร่อยอีกแล้ว!"
หานเฟิงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายื่นมือไปกุมมือเรียวของภรรยาไว้ชั่วครู่ บีบเบาๆ เป็นเชิงสื่อความหมายก่อนจะเดินไปตักน้ำล้างหน้าล้างตา บรรยากาศภายในบ้านตระกูลหานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อย ความมืดมิดและหนาวเหน็บภายนอกราวกับถูกตัดขาดจากโลกใบนี้โดยสิ้นเชิง
ผ่านไปครู่ใหญ่ บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้องอาหาร ถูกวางด้วยหม้อดินเผาส่งควันฉุย กลิ่นหอมหวานเค็มกลมกล่อมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เคี่ยวกับรากผักชี กระเทียม และพริกไทยดำจนเปื่อยนุ่ม สีน้ำตาลคาราเมลเคลือบเงาชวนให้ท้องร้องคราง หมู่อาหารบ้านๆ แต่ถูกปรุงด้วยฝีมือระดับเชฟกระทะเหล็กจากศตวรรษที่ 21 ทำให้รสชาติยกระดับไปไกลโข เสี่ยวเป่าตักข้าวเข้าปากคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ขณะที่หานเฟิงคอยคีบชิ้นเนื้อติดมันส่วนที่ดีที่สุดใส่ลงในถ้วยของภรรยาอย่างเอาใจใส่
ทว่า ในขณะที่ความสุขกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่พร้อมกับเสียงทุบประตูดังโครมครามก็แผดเผาบรรยากาศอันสงบสุขให้พังทลายลงในพริบตา!
"เปิดประตูโว้ย! หานเฟิง! หลี่จูหลัน! พวกแกกล้าดีนักนะ กล้าดียังไงมาหยามหน้าตระกูลจาง!"
เสียงตวาดแผดลั่นของแม่สามีจางดังแว่วเข้ามา พร้อมกับเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามาให้ได้ เสี่ยวเป่าสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ วางตะเกียบลงแล้วโผเข้าซุกอ้อมอกของหลี่จูหลันตัวสั่นเทา
รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าของหลี่จูหลันเลือนหายไปในทันที นัยน์ตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความเยือกเย็นแผ่ออกมาจากร่างอย่างน่าเกรงขาม ส่วนหานเฟิงนั้นวางชามข้าวลงอย่างช้าๆ ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นมาทันที ดวงตาสีเข้มฉายแววดุดันน่ากลัวราวกับพญาเสือที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลิ้มรสความสุขในทุกตัวอักษรนะครับ
ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70•ตอนที่ 23
สอนเสี่ยวเป่าเขียนหนังสือ
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!