"หมึกแท่งนี้... ราคาค่างวดของมันคงเทียบไม่ได้กับหยาดโลหิตนับร้อยชีวิตที่ต้องแลกมาหรอกกระมังใต้เท้า"
ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษฉางซวนแผ่นหนา น้ำหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงเผาะลงกลางตัวอักษร 'ราชโองการ' จนซึมลามเป็นวงด่างสีหม่นคล้ายรอยเลือดที่ไร้วันลบเลือน มู่หรงจวิ้นไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองภรรยาผู้ยืนอยู่เบื้องแสงเงาของหน้าต่างแกะสลัก ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงทอดมองลงไปยังเอกสารราชการชิ้นสุดท้ายที่ต้องประทับตรา ก่อนที่แผ่นดินตระกูลใหญ่จะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในหน้าประวัติศาสตร์
กลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังลอยอวลปะปนกับกลิ่นชาชั้นดีในห้องหนังสือ ท้องพระโรงหลวงอาจอยู่ไกลออกไปหลายลี้ แต่แรงกดดันจากมติการลงทัณฑ์ระดับเก้าชั่วโคตรในวันนี้ กลับบีบอัดออกซิเจนในห้องสี่เหลี่ยมนี้จนแทบหายใจไม่ออก หลี่จิงถิงยืนนิ่งสงบ ชุดกระโปรงผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายเมฆาขับเน้นให้ร่างระหงดูสง่างามทว่าเยียบเย็น นางไม่ได้มาเพื่อขัดขวาง และไม่ใช่เพื่อขอความเมตตา แต่นางมาเพื่อเป็นพยานในนาทีที่สามีของนางใช้ปลายปากกาเพียงด้ามเดียว พิพากษาโชคชะตาของแผ่นดิน
"เจ้าคิดว่าข้าใจร้ายเกินไปหรือ จิงถิง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ราวกับกำลังปรึกษาหารือเรื่องดินฟ้าอากาศ มากกว่าจะพูดถึงการล่มสลายของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีอำนาจค้ำฟ้ามาสามรัชกาล
"ใต้เท้าอัครเสนาบดีมู่หรงขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปรานีมาแต่ไหนแต่ไร ท่านจะมาใส่ใจว่าภรรยาเช่นข้าจะมองท่านอย่างไรเล่าคะ" นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความห่างเหินและคมมีดซ่อนเร้น "เพียงแต่... บัญชีลับที่ข้าตรวจสอบพบเมื่อคืนก่อน ระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปจากคลังเสบียงชายแดน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่จวนสกุลโจวเท่านั้นกระมังคะ?"
มู่หรงจวิ้นวางพู่กันลงช้าๆ เสียงกระทบของด้ามหยกกับโต๊ะไม้จันทน์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาภรรยา สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง มีทั้งความระแวดระวัง การประเมินค่า และประกายความพึงพอใจที่วาบผ่านอย่างรวดเร็วจนแทบจับไม่ได้
"เจ้าช่างขยันขันแข็งเสียจริง ภรรยาข้า ดึกดื่นค่อนคืนยังไม่หลับไม่นอน มัวแต่มานั่งแกะรอยเส้นทางการเงินที่แม้แต่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรยังหาไม่พบ" เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปรดปรานในชุดคลุมขุนนางสีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษผู้ทรงอำนาจแผ่ซ่านกดดันรอบตัว ทว่าหลี่จิงถิงหาได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้นรับแรงปะทะทางสายตานั้นอย่างไม่เกรงกลัว
"หากข้าไม่ขยันตรวจดูให้ดี เกรงว่าวันหนึ่งทรัพย์สินที่ถูกถ่ายเทออกไป อาจย้อนกลับมาใช้ซื้อหัวของท่านและข้าเสียเอง ท่านอัครเสนาบดี... เกมกระดานนี้ท่านเดินหมากตานี้ได้งดงามยิ่งนัก ใช้มือของฮ่องเต้กวาดล้างเสี้ยนหนามโดยที่มือของท่านไม่ต้องเปื้อนเลือดแม้แต่หยดเดียว"
"แต่คนที่จะเก็บกวาดเศษซากทั้งหมดให้สะอาดหมดจด... กลับไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้าต่างหาก" มู่หรงจวิ้นยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ดูคล้ายจะอ่อนโยนนั้นเต็มไปด้วยความหมายอันตราย "สกุลโจวและพรรคพวกสิ้นอำนาจแล้วในวันนี้ ราชโองการประกาศิตก้องทั่วหล้า ทรัพย์สินนับล้านตำลึงถูกริบเข้าท้องพระคลัง แผ่นดินนี้สะอาดขึ้นมาก... เจ้าพอใจแล้วหรือยัง?"
หลี่จิงถิงปรายตามองปลายนิ้วของเขา ก่อนจะเบนสายตากลับไปยังกระดาษราชโองการแผ่นนั้น "ความแค้นของบิดาข้าได้รับการชำระแล้ว ครึ่งหนึ่ง... แต่อีกครึ่งหนึ่งล่ะคะ? ท่านเอกสารชุดสุดท้ายที่ท่านเก็บไว้ในลิ้นชักลับ นั่นคือรายชื่อของใครกันแน่ ขุนนางผู้ทุจริต หรือ... รายชื่อของคนที่รู้ความลับมากเกินไป?"
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น รอยยิ้มที่มุมปากของมู่หรงจวิ้นจางหายไป เหลือเพียงแววตาดุดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อที่พร้อมจะขย้ำเป้าหมายให้แหลกคราบ ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ต่างฝ่ายต่างเป็นกระจกเงาที่สะท้อนความมืดมนและสติปัญญาอันเฉียบคมของอีกฝ่าย เคมีสีเทาที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ไม่ได้สร้างขึ้นจากความรักความอบอุ่น หากแต่เกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและการห้ำหั่นกันด้วยมันสมอง
"เจ้าอยากรู้มากหรือว่าในลิ้นชักนั่นมีอะไร..." มู่หรงจวิ้นก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูขาวสะอาด "บางที... ความลับบางอย่างรู้มากไป อาจไม่ได้ทำให้เจ้าตื่นเต้นดีใจ แต่อาจทำให้เจ้าต้องเลือกว่าจะยืนอยู่เคียงข้างข้า หรือจะหันดาบเข้าใส่ข้าเช่นเดียวกับคนพวกนั้น"
มือหนาเลื่อนลงมาจับข้อมือนางไว้เบาๆ บีบแน่นพอให้รู้สึกถึงแรงกดดัน ขณะที่มืออีกข้างกำลังเอื้อมไปเปิดลิ้นชักลับที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหนังสือ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงขององครักษ์ประจำตัวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่ตึงเครียด นอกประตูปรากฏเงาร่างของหัวหน้าองครักษ์ที่พุ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด
"ใต้เท้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ศาว่าการกรมอาญา... ถูกเพลิงไหม้เผาผลาญจนวายวอด เอกสารคดีลับทั้งหมด... ถูกชิงไปหมดแล้ว!"
มู่หรงจวิ้นชะงักมือที่กำลังจะเปิดลิ้นชัก ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงทันที ขณะที่หลี่จิงถิงกลับผละออกจากอ้อมแขนของเขาช้าๆ มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและท้าทายยิ่งกว่าเดิม
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"หมอกเหมยปลายฤดู"
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 32
คำพิพากษา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!