กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีและชาผู่เอ่อร์ค้างปีอบอวลคละคลุ้งในท้องพระโรงใหญ่ ทว่ากลับไม่อาจกลบความเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังของเหล่าขุนนางนับร้อยที่กำลังหมอบราบคาบศิลา
ความเงียบงันในยามนี้ไม่ใช่ความสงบ หากแต่เป็นความอึดอัดก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ ทุกสายตาต่างลอบเหลือบมองไปยังเบื้องพระพักตร์—จุดที่ร่างสูงสง่าของมู่หรงจวิ้นยืนตระหง่านอยู่ เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงเข้มปักลายกิเลนทอง ท่าทีสงบนิ่งราวน้ำลึกที่ไม่ไหวติง แต่ปลายนิ้วที่ไขว่ประสานไว้เบื้องหลังกลับบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด เป็นร่องรอยเดียวที่บ่งบอกว่าอัครเสนาบดีผู้ไร้พ่ายกำลังประเมินสถานการณ์ด้วยสติปัญญาขั้นสูงสุด
เบื้องขวาของเขาคือหลี่จิงถิง นางสวมอาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน ใบหน้ารูปไข่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ดวงตาคู่คมกริบดั่งหงส์ทอดมองตรงไปยังแท่นบัลลังก์มังกรด้วยความมั่นคง ราวกับนางไม่ได้กำลังยืนอยู่ท่ามกลางสนามประลองอำนาจที่เดิมพันด้วยชีวิตและวงศ์ตระกูล
"ฝ่าบาท..." น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของมู่หรงจวิ้นดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ประสานมือคำนับอย่างงดงามไร้ที่ติ "คดีทุจริตคลังเสบียงเขตตะวันตกผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถึงสามรอบ บัญชีทุกเล่ม ตราประทับทุกดวง และลายมือชื่อของขุนนางกรมคลังล้วนมีความชอบธรรม กระหม่อมทูลตามเนื้อผ้า หาได้มีเจตนาบิดเบือนเพื่อปกป้องผู้ใด"
"ท่านอัครเสนาบดีกล่าวได้ไพเราะยิ่งนัก..." เสียงหัวเราะแห้งแล้งดังขึ้นจากเบื้องล่าง โกรธเกรี้ยวแต่สั่นเครือ
ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถูกพยุงให้ก้าวขึ้นมาเบื้องพระพักตร์ สภาพของเขาดูอิดโรย ร่างกายผอมโซจนเห็นโครงกระดูกใต้ร่องรอยบาดแผลจากการถูกจองจำ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความแค้นที่ไม่ยอมมอดดับ—ใต้เท้า‘จ้าวหย่ง’ อดีตเสนาบดีกรมคลังผู้หายสาบสูญไปเมื่อครึ่งปีก่อน และถูกประกาศว่าเป็น ‘คนตาย’ ไปแล้วโดยสมบูรณ์
หลี่จิงถิตวัดสายตาไปยังร่างที่ควรจะไร้ลมหายใจนั้น หัวใจของนางกระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่มือภายใต้แขนเสื้อกว้างกลับกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อเพื่อดึงสติกลับมา นางรู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยน—หมากตาสำคัญที่นางกับมู่หรงจวิ้นคาดเดาไว้ไม่ผิดเพี้ยน แต่การที่มันมาปรากฏในรูปแบบนี้ ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ผู้ระแวงแคลงใจในอำนาจของอัครเสนาบดีเช่นนี้ กลับอันตรายเกินกว่าจะควบคุม
"ใต้เท้าจ้าว..." ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงเยียบเย็น สายพระเนตรคมกริบกวาดมองมู่หรงจวิ้นสลับกับร่างที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง "เจ้าไม่ได้ตายไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้จวนคลังหลวงเมื่อปลายฤดูใบไม้ร่วงหรอหรือ ไฉนจึงฟื้นคืนชีพกลับมาในยามที่คดีความปิดลงแล้วเล่า?"
จ้าวหย่งโขกศีรษะกระแทกพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังทึบ น้ำตาไหลอาบสองแก้มที่ตอบซูบ "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมถูกบังคับให้ตาย! หากกระหม่อมไม่หนีหัวซุกหัวซุน ป่านนี้คงกลายเป็นกระดูกฝังอยู่ใต้ดินอย่างไร้ญาติขาดมิตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศในท้องพระโรงพลันทวีความตึงเครียดขึ้นอีกขั้น เหล่าขุนนางพากันซุบซิบราวกับฝูงผึ้งแตกรัง มู่หรงจวิ้นยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉยไว้ได้อย่างไร้ที่ติ ทว่าแววตาที่ทอดมองจ้าวหย่งกลับลึกล้ำและเต็มไปด้วยประกายคมปลาที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ
"บัง อาจ!" มู่หรงจวิ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังจนทุกคนต้องเงียบกริบ "ใต้เท้าจ้าว ท่านหนีราชภัยไปเพราะเกรงกลัวความผิดในการยักยอกเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย แล้วบัดนี้ยังกล้ากลับมากล่าวหาขุนนางผู้ใหญ่ด้วยวาจาเลื่อนลอย ไร้พยานหลักฐาน มีหรือที่ราชสำนักจะรับฟังคำเพ็ดทูลของคนกาลกิณีเช่นท่าน"
"พยานหลักฐานหรือพ่ะย่ะค่ะ?!" จ้าวหย่งแค่นหัวเราะด้วยความเจ็บปวด เขายันกายลุกขึ้นครึ่งหนึ่ง ชี้มือสั่นเทาไปยังมู่หรงจวิ้น "ท่านอัครเสนาบดีผู้ทรงคุณธรรม มือของท่านสะอาดสะอ้านนักใช่หรือไม่? สมุดบัญชีลับที่บันทึกการส่งออกเสบียงเถื่อนไปยังแคว้นเป่ยหลิว ลายมือชื่อประทับตราจวนอัครเสนาบดี และตราหยกประจำตัวของท่าน... สิ่งเหล่านี้ยังนับว่าเป็นหลักฐานได้หรือไม่!"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงแทบจะไร้ซึ่งเสียงหายใจ
มู่หรงจวิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงโดยไม่ปิดบัง เขาไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าจ้าวหย่งด้วยซ้ำ แต่สายตากลับเหลือบมองไปยังภรรยาข้างกายเสี้ยววินาที—เสี้ยววินาทีนั้น สบตากันเพียงชั่วพริบตา แต่มันคือการสื่อสารของสองสมองที่ทำงานรวดเร็วยิ่งกว่ากระบี่
หลี่จิงถินิ่งงันไปชั่วอึดใจ นางรู้ทันทีว่านี่คือกับดักซ้อนกับดัก สมุดบัญชีลับและตราหยกนั้น... หากไม่ใช่ของปลอมที่ทำเลียนแบบอย่างแนบเนียน ก็แปลว่ามีคนในจวนอัครเสนาบดีหักหลัง หรือแม้กระทั่ง... จงใจโยนความผิดนี้ให้มู่หรงจวิ้นเพื่อโค่นล้มอำนาจของเขาลงในคราวเดียว!
"ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร..." จ้าวหย่งควักห่อผ้าแพรสีเหลืองหมองคล้ำออกจากอกเสื้อด้วยมือที่สั่นเทา แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ "นี่คือบัญชีลับที่กระหม่อมเสี่ยงชีวิตซ่อนไว้ในผนังลับของจวนคลังหลวง ก่อนที่คนสนิทของท่านอัครเสนาบดีจะตามมาปิดปากกระหม่อมในคืนนั้น ทุกตัวอักษร ทุกยอดเงิน และทุกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน ล้วนอยู่ในนี้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ!"
มหาดเล็กหลวงรีบก้าวเข้าไปรับห่อผ้าแพรนั้นด้วยท่าทางหวาดหวั่น ก่อนจะนำขึ้นไปถวายแด่ฮ่องเต้
ฮ่องเต้ทรงเปิดห่อผ้าออก ทอดพระเนตรสมุดบัญชีเล่มเก่าที่มีรอยคราบเลือดและรอยไหม้จางๆ พลิกดูทีละหน้า พระพักตร์ของโอรส天子ก็ยิ่งมืดมนลงทุกที จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้าย—รอยประทับตราหยกและลายมือชื่อที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
"มู่หรงจวิ้น..." พระสุรเสียงตรัสเรียกชื่อนั้นแผ่วเบา แต่กลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี "เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร? ตราหยกประจำตัวของอัครเสนาบดี และลายมือที่แม้แต่สำนักราชเลขานุการก็ยังแยกไม่ออก... เจ้าจะบอกว่านี่เป็นฝีมือของคนอื่นทำปลอมขึ้นมาอีกกระนั้นหรือ?"
มู่หรงจวิ้นก้าวออกไปหนึ่งก้าว คุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องพระพักตร์อย่างองอาจ แผ่นหลังเหยียดตรงไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรม แม้สถานการณ์จะตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
"กระหม่อมรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิต ย่อมไม่ปฏิเสธว่าตราหยกนี้เป็นของกระหม่อมจริง..." น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและก้องกังวาน "แต่สมุดบัญชีเล่มนี้... เป็นของปลอมที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยลพ่ะย่ะค่ะ"
"ของปลอมหรือ?!" จ้าวหย่งแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ท่านอัครเสนาบดี ท่านคิดว่าคนทั้ง天下จะโง่เขลาให้ท่านจูงจมูกหรือไร? หลักฐานคาตาเช่นนี้ ท่านยังกล้าปฏิเสธหน้าด้านๆ..."
"หุบปาก!"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้นแทรกกลางอากาศ ขัดจังหวะการเยาะเย้ยของจ้าวหย่งอย่างเฉียบขาด หลี่จิงถิก้าวออกมาข้างหน้า ร่างระหงยืนหยัดเคียงข้างสามีอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยว
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันในฐานะภรรยาของอัครเสนาบดี และผู้มีอำนาจในการจัดการบัญชีภายในจวน ขอกราบทูลแย้งว่า สมุดบัญชีเล่มนี้มีจุดพิรุธที่แม้แต่ผู้ทำปลอมก็มองข้ามไปพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย "โอ้? สนับมือขวาของอัครเสนาบดี... เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ต่างแทนสามีของเจ้า?"
หลี่จิงถิหันไปมองจ้าวหย่งด้วยรอยยิ้มเยርที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นของนักบัญชีผู้จับผิดพลาดในกระดาษคำนวณได้ทุกเม็ด
"ใต้เท้าจ้าวอ้างว่า สมุดบัญชีเล่มนี้บันทึกการส่งออกเสบียงเมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วใช่หรือไม่?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานใส
จ้าวหย่งชะงักไปชั่วครู่ ลอบกลืนน้ำลายลงคอ "ใช่... แล้วอย่างไรเล่า?"
"ถ้าเช่นนั้น..." หลี่จิงถิก้าวเข้าไปใกล้ร่างของอดีตเสนาบดีกรมคลังทีละก้าว ช้าๆ แต่มั่นคง "เหตุใดในหน้าที่สิบสองของสมุดบัญชีเล่มนี้ จึงมีการใช้ 'หมึกสกัดจากเปลือกไม้สนตงเป่ย' ซึ่งเป็นหมึกเฉพาะกิจที่กรมคลังเพิ่งเริ่มสั่งซื้อเข้ามาใช้งาน เมื่อสามเดือนก่อน หลังจากที่ท่านหายตัวไปแล้วเล่า?"
ร่างของจ้าวหย่งสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าเปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา
"หมึกที่ไม่มีทางหาได้ในปีก่อน... กลับมาปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษที่ท่านอ้างว่าบันทึกไว้เมื่อครึ่งปีก่อน..." หลี่จิงถิหยุดยืนตรงหน้าเขา รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบยิ่งกดลึกขึ้น "ใต้เท้าจ้าว ท่านรีบร้อนจัดฉากหลักฐานชิ้นนี้เสียจนลืมไปว่า... คนที่จำแนกคุณภาพและที่มาของหมึกพิมพ์ในท้องพระโรงแห่งนี้ได้ดีที่สุด ก็คือ 'ข้า' ผู้ตรวจสอบบัญชีหลวงผู้นี้อย่างไรเล่า!"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคนที่ได้ฟัง
มู่หรงจวิ้นที่คุกเข่าอยู่ข้างกาย ปล่อยมุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็น—ภรรยาของเขา ช่างงดงามและอันตรายถึงเพียงนี้เสมอ
ทว่า ในขณะที่รอยยิ้มแห่งชัยชนะกำลังจะปรากฏบนใบหน้าของทั้งสอง พลันเกิดเสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากนอกท้องพระโรง
"ทูลรายงานฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขุนนางฝ่ายบู๊คนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาในสภาพเนื้อตัวมอมแมม คุกเข่าลงแทบพื้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "กองกำลังลับของสำนักตรวจสอบ... บุกเข้าล้อมจวนอัครเสนาบดีเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หรงจวิ้นหรี่ตาลงคมกริบ รอยยิ้มเมื่อครู่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยประกายตาดุดันที่น่ากลัวที่สุดตั้งแต่เขาปรากฏตัวมา
ฮ่องเต้ทรงผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ จู่ๆ ประตูทองคำบานใหญ่ของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง...
ร่างในชุดเกราะสีเงินยวดยิ่งของแม่ทัพผู้คุมกองกำลังพิทักษ์นครหลวงก้าวเข้ามา พร้อมกับแผ่นป้ายคำสั่งลับที่มีตราประทับเลือดสดๆ ชูขึ้นสูง
"ราชโองการลับจากไทเฮา..." เสียงทุบทำลายขวัญดังขึ้นก้องกังวาน "ปลดอัครเสนาบดีมู่หรงจวิ้นออกจากตำแหน่ง ควบคุมตัวทันทีฐานกบฏร่วมกับแคว้นศัตรู... และให้จับกุม 'พยานปากเอก' อีกผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินทางมาถึงหน้าประตูวังหลวงในยามนี้!"
หลี่จิงถิงหันขวับไปมองยังทางเข้าท้องพระโรงที่ถูกแสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามา ร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมผ้าแพรสีขาวสะอาดตา กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ใบหน้านั้น... ทำให้นางถึงกับลมหายใจสะดุดกゥกไปในทันที
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านปมปริศนามากับหมอกเหมยปลายฤดูนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 31
พยานปากเอกปรากฏตัว
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!