กลิ่นหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งแห้งสนิทบนกระดาษสาแผ่นบางไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือส่วนตัวปลอดโปร่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย หลี่จิงถิงตวัดปลายพู่กันขนกระต่ายลงบนสมุดบัญชีเล่มเก่าด้วยความนิ่งสงบ ทว่าดวงตากลับกวาดมองตัวเลขแถวสุดท้ายด้วยสมาธิที่แน่วแน่จนแทบจะเผาไหม้กระดาษให้ทะลุได้
แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายวิจิตร บ่งบอกว่ายามนี้เข้าสู่ยามไฮ่ (21.00 - 22.99 น.) แล้ว เรือนพักของอัครเสนาบดีมู่หรงยังคงเงียบสงัดราวกับป่าช้า ทว่าความเงียบงันนี้กลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาดผู้ประมาทให้จมดิ่งได้ทุกเมื่อ
"ตัวเลขสามหมื่นตำลึงทอง... หายไปอย่างไร้ร่องรอยในหมวดค่าซ่อมแซมคันกั้นน้ำเขต Jiangnan นานถึงสามปีซ้อน"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากบางเฉียบที่เคลือบด้วยชาดสีอ่อน จิงถิงแย้มยิ้มหยันให้กับความอวดดีของขุนนางผู้เบื้องสูง บิดามารดาของนางเคยสอนไว้ว่า คนเรามักจะละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอเมื่อคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ทว่าสำหรับนางแล้ว ความลับทั้งหมดมักซ่อนอยู่ตรงรอยต่อของตัวเลขที่ถูกปัดเศษทิ้งอย่างไร้ความปรานี
สมุดบัญชีเล่มที่วางอยู่ตรงหน้ามิใช่สมุดบัญชีทางการที่ถูกชำระสะអាดจนเกลี้ยงเกลาเพื่อถวายรายงานต่อฮ่องเต้ หากแต่เป็นสมุดฉบับสำรองที่นางแอบคัดลอกมาจากหอคลังเอกสารลับของกระทรวงพระคลัง ด้วยความช่วยเหลือจากสายสัมพันธ์เก่าของสกุลหลี่ที่ยังคงจงรักภักดีต่อบิดาผู้ล่วงลับ
แกร๊ก...
เสียงไม้กระทบกันเบามากๆ จากมุมมืดของชั้นหนังสือไม้จันทน์หอม ไม่ได้ทำให้นางสะดุ้งตกใจแม้แต่น้อย จิงถิงเพียงแค่หยุดปลายพู่กันชั่วครู่ ดวงตาคู่คมยังคงจดจ้องตัวเลขในบรรทัดเดิมโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวของนางยามวิกาล
"ดึกดื่นปานนี้แล้ว ฮูหยินยังขยันขันแข็งตรวจดูเรื่องตัวเลขเบี้ยหวัดของทางการอีกหรือ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่นดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของมู่หรงจวิ้นที่ทาบทับลงมาบนโต๊ะทำงาน กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายจันทร์หอมเย็นเยียบและกลิ่นอายคดีความที่เขาเพิ่งสะสางมาจากท้องพระโรงลอยอวลอยู่รอบตัว
จิงถิงค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินอย่างใจเย็น นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีในนามผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษที่เย็นชาและไร้หัวใจที่สุดในราชสำนัก แววตาของมู่หรงจวิ้นในยามนี้ยากจะคาดเดา ราวกับห้วงน้ำลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง
"ท่านอัครเสนาบดีเองก็คงงานยุ่งจนลืมเวลาเช่นกันกระมังคะ ถึงได้ยังเดินตรวจตราความเรียบร้อยในเรือนชั้นในยามนี้" จิงถิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพขนตา "หรือว่า... มีเรื่องใดในราชสำนักที่ทำให้ท่านร้อนใจจนนอนไม่หลับ ถึงต้องมาเดินตรวจดูว่าภรรยาผู้นี้กำลังแอบทำอะไรลับหลังท่านหรือไม่?"
มู่หรงจวิ้นก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว ปลายรองเท้าหนังปักดิ้นทองหยุดอยู่ห่างจากเก้าอี้ที่นางนั่งเพียงคืบ เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบสมุดบัญชีเล่มที่นางเพิ่งเปิดค้างไว้ ดวงตาคมกปรายมองตัวเลขที่ถูกวงด้วยหมึกสีแดงสดโดยไม่มีอาการตกใจแม้แต่น้อย ราวกับเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่านางจะต้องขุดคุ้ยเรื่องนี้เข้าสักวัน
"เจ้าช่างกล้านัก จิงถิง" น้ำเสียงของเขากระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ร้อนผ่าวจนทำให้ขนอ่อนลุกชัน "การยุ่งเกี่ยวกับตัวเลขกองทุนหลวงในเขต Jiangnan มิใช่เรื่องที่สตรีในห้องหอควรเอาใจใส่ แม้แต่ขุนนางขั้นหนึ่งหลายคนยังต้องรักษาระยะห่างจากเรื่องนี้ เพื่อรักษาศีรษะบนบ่าของตนเองไว้"
"ถ้าหากข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่วันๆ เอาแต่ปักผ้าชมดอกไม้ ท่านคงไม่เสียเวลามาเยือนเรือนของข้าในยามวิกาลเช่นนี้หรอกกระมังคะ ท่านพี่" จิงถิงไม่ถอยร่น นางจงใจเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด ปลายจมูกของคนทั้งสองแทบจะชนกัน เคมีสีเทาระหว่างความหวาดระแวงและความดึงดูดทางจิตวิญญาณแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวร้อนรุ่มขึ้นมาทันตา "อีกอย่าง... เงินสามหมื่นตำลึงทองที่หายไปนั้น ถูกเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงินของโรงรับจำนำสกุลจู และเส้นทางการเงินก็พุ่งตรงไปยังจวนของเสนาบดีฝ่ายซ้าย หวังสี่หยวน... พันธมิตรทางการเมืองคนสำคัญของท่านมิใช่หรือ?"
รอยยิ้มบนมุมปากของมู่หรงจวิ้นหายวับไปในพริบตา แววตาคู่นั้นฉายประกายความอันตรายที่แท้จริงออกมาเป็นครั้งแรก เขามองภรรยาของตนด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งชื่นชมในความปราดเปรื่องที่หาตัวจับยาก และระแวงระวังในสัญชาตญาณดิบที่เฉียบคมราวกับสุนัขป่าของนาง
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ฮูหยิน" มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาเอื้อมมาจับคางคางเรียวของนางไว้อย่างมั่นคง แต่นุ่มนวลพอที่จะไม่ทิ้งรอยช้ำ "ไฟกองนี้ไม่ได้เผาแค่ตระกูลหวัง แต่อาจเผาผลาญแม้กระทั่งคนที่ยื่นมือเข้ามาแตะต้องมันอย่างเจ้าด้วย"
"หากไฟกองนั้นจะแผดเผาคนชั่วให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน ต่อให้ต้องกลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็ยินดีจะจุดมันด้วยมือตนเองค่ะ" จิงถิงตอบกลับโดยไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย รอยยิ้มของนางงดงามราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย เยือกเย็น ทว่าทระนง
บรรยากาศภายในห้องหนังสือตึงเครียดจนแทบจะตัดขาดได้ด้วยมีดเล่มเดียว ทั้งสองจ้องตากันราวกับจะอ่านความคิดลึกที่สุดในจิตใจของอีกฝ่าย ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่า ในวินาทีที่ความอดทนของทั้งคู่กำลังมาถึงขีดจำกัด เสียงฝีเท้าฝีหนาหนักหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่นอกประตูเรือนพัก ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและน้ำเสียงตื่นตระหนกของพ่อบ้านหลี่ที่ดังทะลุเข้ามา
"เรียนท่านอัครเสนาบดี! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ทางการเพิ่งได้รับรายงานด่วนจากหอจดหมายเหตุหลวง... ตู้เก็บเอกสารลับคดีทุจริตยักยอกเงินกองทุน Jiangnan เมื่อยี่สิบปีก่อน ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เองขอรับ! และที่สำคัญ... ในที่เกิดเหตุ มีคนพบศพของมือปราบหลวงที่รับผิดชอบคดีนี้ถูกฆ่าตัดตอนอย่างโหดเหี้ยม!"
มู่หรงจวิ้นชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหันกลับมามองหน้าภรรยาตนเองทันที ขณะที่หลี่จิงถิงพลันใจหายวาบ รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนริมฝีปาก เมื่อตระหนักได้ว่า... มีใครบางคนกำลังเดินเกมล้ำหน้าพวกเขาก้าวหนึ่งเสมอ และเป้าหมายต่อไปของมันอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในสมุดบัญชี... แต่อาจเป็นชีวิตของพวกเขาทั้งคู่
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาเคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะคะ
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 7
ร่องรอยในสมุดบัญชี
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!