ความเงียบสงบในยามวิกาลของจวนอัครเสนาบดีไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยเสมอไป... ในทางตรงกันข้าม ความมืดมิดมักเป็นม่านพรางชั้นดีให้แก่บรรดาเงาพิษที่ซ่อนตัวอยู่ใต้แสงจันทร์
เสียงกระเบื้องหลังคาไหวเบาเสียยิ่งกว่าเสียงปีกแมลงปอพัดผ่าน แต่สำหรับหลี่จิงถิงและมู่หรงจวิ้นผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เสียงนั้นชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท
นิ้วเรียวยาวของมู่หรงจวิ้นยกขึ้นจรดริมฝีปาก ส่งสัญญาณเตือนความเงียบงัน ขณะที่ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองไปทั่วห้องทำงานส่วนตัวที่บัดนี้ถูกความมืดกลืนกิน แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษสาฉาบไล้โครงหน้าคมคายของเขาให้ดูดุดันราศีกุมอำนาจ
จิงถิงไม่แม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง นางขยับกายเข้าชิดแผ่นหลังกว้างของสามีโดยสัญชาตญาณ ปลายจั๊กจั่นปักลายเมฆบนอาภรณ์ของเขาแตะโดนปลายนิ้วของนางพอดี สัมผัสเย็นเยียบจากไอร้อนระอุของร่างกายทั้งสองที่เบียดชิดกันสะท้อนความตึงเครียดในบรรยากาศได้อย่างชัดเจน
*แกร็ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวมาจากมุมห้อง—ทิศทางของชั้นไม้โบราณที่เก็บตำราลับและ... สมุดบัญชีรายจ่ายสามแผ่นสุดท้ายที่จิงถิงเพิ่งคัดลอกเสร็จเมื่อหัวค่ำ
มู่หรงจวิ้นขยับตัวราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ ร่างสูงสง่าก้าวออกไปจากมุมมืดอย่างไร้สุ้มเสียง มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะ ศักดิ์ศรีและอำนาจแห่งอัครเสนาบดีไม่อนุญาตให้ผู้ใดเหยียบย่ำเรือนพักของตนตามอำเภอใจ ยิ่งเป้าหมายของมันคือเอกสารสำคัญทางราชสำนักด้วยแล้ว ยิ่งปล่อยไว้ไม่ได้
จิงถิงก้าวตามไปติดๆ สายตาสาดส่องผ่านความมืดด้วยความคมกล้า สมองอันรวดเร็วของนางประมวลผลทันที—หากผู้บุกรุกมุ่งเป้ามาที่สมุดบัญชี แสดงว่าเบื้องหลังความผิดปกติของคลังหลวงไม่ได้มีแค่ขุนนางระดับล่างร่วมมือกัน แต่ต้องมี ‘มือที่มองไม่เห็น’ ระดับสูงคอยชักใยอยู่ และมันผู้นั้นร้อนรนจนต้องส่งคนมาขโมยหลักฐานคืนในยามดึกดื่นเช่นนี้
พรึบ!
มู่หรงจวิ้นไม่รอให้เสียเวลา ร่างสูงพุ่งตัวเข้าประชิดเป้าหมายพร้อมกับคมกระบี่ที่ชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่จ่อตรงไปยังเงาร่างในชุดดำสนิทที่กำลังยืนงัดแงะช่องลับหลังภาพวาดภูเขา
"บังเอิญจริงนะ... แขกยามวิกาลผู้นี้ช่างไร้มารยาทนัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นยะเยือกของมู่หรงจวิ้นดังขึ้น ทะลุทะลวงความมืดจนผู้บุกรุกสะดุ้งสุดตัว
เงาร่างนั้นชะงักไปชั่วลมหายใจ ก่อนจะตัดสินใจไม่หันกลับมาเผชิญหน้า มันพลิ้วกายหลบคมกระบี่ด้วยวิชาตัวเบาที่รวดเร็วผิดมนุษย์ พร้อมกับซัดอาวุธลับนับสิบเล่มเข้าใส่ทิศทางที่มู่หรงจวิ้นยืนอยู่เพื่อซื้อเวลาหลบหนี
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
มู่หรงจวิ้นใช้กระบี่กวาดปัดอาวุธลับเหล่านั้นร่วงลงพื้นอย่างง่ายดาย ประกายไฟจากการปะทะสาดแสงวาบขึ้นในความมืดเผยให้เห็นแววตาดุดันของอัครเสนาบดี "คิดว่าจะหนีพ้นหรือ?"
ทว่า เป้าหมายไม่ได้คิดจะสู้ยิบตาตั้งแต่แรก เมื่อเห็นว่าพลาดท่าจากการลอบเร้น เงาดำนั้นจึงพุ่งทะยานเข้าหาหน้าต่างกระดาษสา ทุบกระจกแตกกระจายแล้วออกไปสู่ราตรีกาลอย่างรวดเร็ว
มู่หรงจวิ้นกำลังจะทะยานตามออกไป แต่จิงถิงกลับเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อรั้งเขาไว้เสียก่อน
"ท่านพี่... อย่าเพิ่งไล่ตาม!" เสียงกระซิบของนางจริงจังและเฉียบขาด
มู่หรงจวิ้นชะงัก หันกลับมามองภรรยาด้วยความไม่เข้าใจ "ปล่อยมันไปทำไม? หลักฐานอาจจะติดตัวมันไป..."
"ไม่ใช่ค่ะ" จิงถิงส่ายหน้าช้าๆ ดวงตากลมโตฉายแวววิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง นางก้าวเดินไปยังหน้าต่างที่ถูกพังเสียหาย เศษกระดาษสากระจัดกระจาย ทว่าสายตากลับกวาดมองไปที่พื้นห้องตรงจุดที่เงาดำยืนอยู่เมื่อครู่ "ท่านลองก้มลงมองตรงนั้นสิคะ"
มู่หรงจวิ้นขมวดคิ้วเดินตามไป ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา บนพื้นไม้ขัดมันมีคราบของเหลวสีเข้มหยดอยู่ เป็นรอยหยดเล็กๆ ที่จงใจปกปิด แต่กลับไม่พ้นสายตาอันเฉียบคมของสตรีที่ชำนาญการสังเกตรายละเอียด
"พิษหยกเขียว...?" มู่หรงจวิ้นพึมพำ ชื่อนี้ทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที "พิษประจำกายขององครักษ์เงาแห่งตำหนักบูรพา"
"ถูกต้องค่ะ" จิงถิงย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะคราบนั้นเบาๆ "คนผู้นั้นไม่ได้ตั้งใจจะมาขโมยสมุดบัญชีเพื่อทำลายหลักฐานแต่แรก... แต่มันตั้งใจจะมา 'โยนความผิด' และ 'ทดสอบ' ว่าพวกเราเก็บสมุดบัญชีไว้ที่ใดต่างหาก"
บรรยากาศในห้องทำงานพลันกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ความหนաբานของค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าเดิม เมื่อความจริงข้อใหม่เปิดเผยออกมาว่า ศัตรูที่พวกเขากำลังต่อกรด้วยไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของราษฎรธรรมดา หากแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าฝ่ายใน
มู่หรงจวิ้นมองภรรยาของตนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งทึ่งในความรอบคอบและห่วงใยในความอันตรายที่โถมเข้าใส่ สตรีผู้ที่มีรอยยิ้มหวานราวน้ำผึ้งอาบยาพิษนางนี้ กลับยืนหยัดเคียงข้างเขาเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ได้อย่างไม่หวั่นเกรง
"ดูท่า... ทางฝั่งนั้นคงร้อนรนจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ" มู่หรงจวิ้นเอ่ยเสียงต่ำ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากหนา มือใหญ่อื้อมไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของภรรยาขึ้นมาบีบแน่นเพื่อถ่ายทอดความมั่นคง "แต่พวกมันคงลืมคิดไป... ว่าการเปิดช่องให้เราเห็นหาง ย่อมหมายถึงการขุดหลุมฝังตัวเองเช่นกัน"
จิงถิงเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม แม้สถานการณ์จะบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก แต่เคมีที่ดึงดูดกันระหว่างคนทั้งสองกลับทวีความเข้มข้นขึ้นในทุกวินาทีที่ร่วมมือกันต่อสู้
"ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมนี้..." จิงถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยประกายความเฉลียวฉลาดที่สะท้อนอยู่ในดวงตา "เราก็ควรจะจัดฉากต้อนรับชุดใหญ่ให้สมเกียรติผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นหน่อยดีไหมคะ... ท่านพี่?"
นางดึงมือออกจากอุ้งมือเขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปหยิบสมุดบัญชีเล่มจริงที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้กระถางบอนไซโบราณขึ้นมาเปิดออก หน้ากระดาษสุดท้ายที่ถูกซ่อนไว้ปรากฏรอยหมึกแปลกประหลาดที่เพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อโดนความชื้นจากไอฝนยามค่ำคืน
มู่หรงจวิ้นก้มลงมองตาม และในวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของอัครเสนาบดีก็สะดุดกึก
ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนกระดาษหาใช่ตัวเลขบัญชีไม่ แต่มันคือรายชื่อขุนนางครึ่งราชสำนักที่เกี่ยวพันกับการยักยอกเงินคลังหลวง—และหนึ่งในรายชื่อนั้น... มีลายมือประทับตราประจำตัวของบุคคลที่เพิ่งสิ้นชีพไปเมื่อสามปีก่อน... บิดาบังเกิดเกล้าของหลี่จิงถิงเอง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 8
เงาในความมืด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!