เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 26

รอยร้าวในฝ่ายตรงข้าม

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอบอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ในตำหนักลับ หาได้ระคายเคืองต่อประสาทสัมผัสอันชาชินของบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีไม่ มู่หรงจวิ้นยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระแท่น ประดุจรูปสลักหยกขาวที่ถูกแกะสลักขึ้นด้วยความเยือกเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยความตระหนกตกใจต่อร่างไร้ลมหายใจของพยานปากเอก ที่นอนแข็งทื่ออยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เบื้องหลังเขา หลี่จิงถิงก้าวตามมาติดๆ นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีครามเข้ม ปักลายเหมยเหมันต์ที่ชายผ้าทิ้งน้ำหนักลงอย่างเรียบร้อย ทุกย่างก้าวของนางเงียบเชียบและมั่นคง ดวงตาดอกท้อคู่สวยกวาดมองคราบโลหิตบนพื้นหินอ่อนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเบนกลับมาหยุดอยู่ที่แผ่นหลังกว้างของสามีในนาม ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสองในทันที ความเงียบงันภายในตำหนักลับแห่งนี้กลับทรงพลังเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของสายฟ้าฟาด ด้วยเหตุว่าพวกเขารู้ดี... การตายอย่างกะทันหันของพยานปากเอกผู้นี้ หาใช่ฝีมือของคนนอก แต่เป็นรอยร้าวที่ลุกลามจนถึงขั้นต้อง ‘ปิดปาก’ กันเองในหมู่ขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้าม "เจ้าว่าอย่างไรล่ะ... อัครเสนาบดีมู่?" พระสุรเสียงของโอรสสวรรค์ที่ประทับอยู่หลังฉากกั้นแพรไหมเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและระแวงแคลง "พยานที่จะใช้มัดตัวเสนาบดีอวี้ถูกปลิดชีพก่อนจะได้ไต่สวนเพียงชั่วข้ามคืน ราชสำนักกำลังกลายเป็นโรงงิ้วตลกคาเฟ่เช่นนั้นหรือ?" มู่หรงจวิ้นประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าท่าทีกลับมิได้มีความยำเกรงต่อราชอาญาอย่างแท้จริง เป็นความเคารพตามธรรมเนียมของผู้กุมอำนาจที่รู้ว่าเบื้องบนกำลังพึ่งพาตน "ทูลฝ่าบาท คนตายย่อมไม่พูดจา ความจริงมักมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอพ่ะย่ะค่ะ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น "แต่การที่สุนัขจนตรอกตัวหนึ่งเลือกที่จะกัดพวกเดียวกันเองจนไส้ทะลาย... ย่อมแสดงว่าเหยื่อชิ้นใหญ่ที่พวกมันแย่งชิงกันเริ่มไม่ลงตัวเสียแล้ว" หลี่จิงถิงลอบสบตากับแผ่นหลังของสามีแวบหนึ่ง นางเข้าใจความหมายในทันที คดีการตายของบิดานาง และคดีทุจริตคลังเสบียงชายแดนที่พัวพันกับตระกูลอวี้และพวกพ้อง กำลังถูกบีบให้แคบลงด้วยความโลภของฝ่ายตรงข้ามเอง เมื่อผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว พันธมิตรที่เคยเหนียวแน่นย่อมแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูที่จ้องจะแทงข้างหลัง การฆ่าตัดตอนจึงไม่ใช่แค่การทำลายหลักฐาน แต่คือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมของคนที่หวังจะฮุบสมบัติทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว "ฮูหยินมู่" จู่ๆ พระสุรเสียงก็เบนมาทางนาง "เจ้าเป็นผู้รอบรู้เรื่องบัญชีและการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ในฐานะบุตรสาวของอดีตเสนาบดีหลี่ผู้ล่วงลับ เจ้ามองเห็นรอยรั่วใดจากศพไร้ชื่อผู้นี้บ้าง?" จิงถิงก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ย่อกายทำความเคารพอย่างงดงาม ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก นางเหลือบมองรอยแผลฉีกขาดที่ลำคอของศพ แววตาคมกริบวิเคราะห์ลึกลงไปถึงวิถีดาบและร่องรอยการต่อสู้ที่จงใจจัดฉาก "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิกล้าอาจเอื้อมก้าวล่วงพระเนตรพระกรรณเพ่ะย่ะค่ะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กิริยาสง่างามไร้ที่ติ "เพียงแต่... รอยแผลฉีกขาดที่เกิดจากดาบตระกูลหลงซานเล่มนี้ หาใช่ร่องรอยของมือสังหารรับจ้างทั่ว1ไปไม่ หากแต่เป็นวิถีดาบตระกูลฝึกหัดของสำนักคุ้มภัยใต้หล้า ที่รับเบี้ยหวัดรายเดือนจากจวนสกุลอวี้... ช่างน่าขันนักที่สุนัขซื่อสัตย์กลับถูกเจ้าของปลิดชีพ เพียงเพราะมันรู้มากเกินไปว่าเงินทองมหาศาลนั้นถูกซุกซ่อนไว้ที่ใด" สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในตำหนักลับก็ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที มู่หรงจวิ้นหันกลับมามองภรรยา ดวงตาคมกริบพินิจพิจารณาร่างระหงที่ยืนอยู่เคียงข้าง เคมีสีเทาที่ขับเน้นระหว่างคนทั้งสองเด่นชัดขึ้นในความเงียบสงบ พวกเขาคือผู้ล่าที่ล่าเหยื่อด้วยสมองและเล่ห์เหลี่ยม ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่ใช้สติปัญญาเฉียบคมเฉือนเฉือนเนื้อหนังของศัตรูทีละน้อยจนแทบไม่เหลือชิ้นดี "ดูเหมือนว่า... ฮูหยินของเจ้าจะมองเกมทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าหน่วยลับของเป่ย Hufu เสียอีกนะ" ฮ่องเต้ตรัสสรุปด้วยความพอพระทัยแกมหวาดหวั่น "เช่นนั้นแล้ว เจ้าสองคนมีแผนการอันใดในการกระชากหน้ากากพวกมันออกมาในคราเดียว?" "ทูลฝ่าบาท ความโลภเป็นโรคติดต่อที่รุนแรงที่สุดในใต้หล้าพ่ะย่ะค่ะ" มู่หรงจวิ้นก้าวเข้าไปใกล้ภรรยาโดยธรรมชาติ ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับแขนเสื้อของนางแผ่วเบา เป็นการยืนยันถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นอย่างไร้รอยต่อ "ในเมื่อพวกมันเริ่มระแวงและหักหลังกันเอง เราก็เพียงแค่ ‘หยิบยื่น’ ผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่ไม่มีอยู่จริงเข้าไปกระตุ้นความโลภนั้นให้ออกอาการชัดเจนยิ่งขึ้น... จนกว่าพวกมันจะทนรอให้ถึงวันเปิดโปงไม่ไหว และฆ่าล้างบางกันเองจนหมดสิ้นตระกูล" จิงถิงเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษข้างกาย ริมฝีปากอิบอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงยิ่งกว่าดอกไม้พิษ "หม่อมฉันเห็นพ้องกับท่านอัครเสนาบดีค่ะ" นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "การบีบให้ศัตรูจนมุมด้วยหลักฐาน อาจทำให้พวกมันรวมตัวกันสู้ยิบตา แต่การปล่อยให้พวกมัน ‘หวาดระแวงกันเอง’ จนลงมือสังหารพวกเดียวกัน... คือวิธีที่รวดเร็วและงดงามที่สุดในการทำลายล้างจากภายใน" คล้อยหลังการเข้าเฝ้า มือกว้างของมู่หรงจวิ้นเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของภรรยาไว้ในความมืดของระเบียงทางเดินยาวที่ทอดยาวสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่หนักหน่วงพอที่จะทำให้นางต้องหยุดเดินและเงยหน้าขึ้นมอง "เจ้าดูจะสนุกกับการเล่นเกมเดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้หรือ... จิงถิง?" สุ้มเสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู กลิ่นอายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นหมึกและสนิมเหล็กโชยปะทะนาสิก จิงถิงไม่ดึงมือกลับ นางปล่อยให้เขาพันธนาการข้อมือตนไว้เช่นนั้น ดวงตาดอกทอส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด มุมปากยกยิ้มเย้าหยอกอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจที่ล้นฟ้าของเขา "แล้วท่านอัครเสนาบดีเล่าคะ... รู้สึกเบื่อหน่ายที่มีภรรยาฉลาดเกินไป จนคิดจะหาทางกำจัดข้าทิ้งเหมือนพยานในตำหนักลับนั้นบ้างหรือไม่?" คำถามท้าทายที่ไร้ความหวาดกลัวทำให้แววตาของมู่หรงจวิ้นไหววับไปชั่วขณะ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเยارเยือก เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน "กำจัดเจ้าหรือ? น่าเสียดายนัก... ข้ายังอยากเก็บสมองอันปราดเปรื่องของเจ้าไว้ใช้บริหารแผ่นดินนี้ไปอีกนาน" เขากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่ม "อีกอย่าง... หากไม่มีเจ้าคอยเดินหมากขนาบข้าง ข้าเกรงว่าเกมกระดานนี้คงน่าเบื่อเกินไปที่จะมีชีวิตอยู่ดูตอนจบ" ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันและความเย้ายวนใจกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด เสียงฝีเท้าฝีหนาและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากมุมมืดของกำแพงวังด้านทิศตะวันออก เงาร่างขององครักษ์เงาประจำตัวพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าอัครเสนาบดีด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและละอองฝนยามวิกาล "เรียนท่านอัครเสนาบดี! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" เสียงหอบสะท้านเอ่ยรายงานด้วยความตื่นตระหนก "หีบสมบลับบัญชีลับของสกุลอวี้ ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยใต้ดินของจวนเสนาบดี... ถูกคนลึกลับกวาดเรียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย! และ... และในที่เกิดเหตุ มี ‘สิ่งนั้น’ ถูกทิ้งไว้แทนที่พ่ะย่ะค่ะ!" มู่หรงจวิ้นขมวดคิ้วมุ่นทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ขณะที่หลี่จิงถิงสะดุ้งเล็กน้อย สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวของนางกรีดร้องเสียงดังลั่น "สิ่งนั้นคืออะไร?" อัครเสนาบดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำตึง องครักษ์เงากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อสิ่งของชิ้นนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ป้ายหยกประจำตัว... ของอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับ... ที่ควรจะถูกฝังพร้อมพระศพไปเมื่อสิบปีก่อนขอรับ!" ________________________________________ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%