“ความตายมักเลือกเวลาที่เหมาะสมเสมอ... เพื่อเปิดโปงความลับที่เน่าเฟะที่สุดในจวนหลังนี้”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทุ้มต่ำของมู่หรงจวิ้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงรับรอง กลิ่นอายความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าที่ยืนประทับอยู่เบื้องหน้าศพไร้ลมหายใจ ร่างของสาวใช้คนสนิทแห่งเรือนอดีตฮูหยินถูกพบห้อยโตงเตงอยู่กับคานไม้ริมศาลาบัวหลวง ทว่าหลี่จิงถิงกลับมิได้มองร่างไร้สิญจนสติ่นนั้น แววตาคู่คมกริบของนางกำลังไล่สายตาสำรวจรอยเท้าบนพื้นโคลนเปียกชื้นและมุมปากที่ฉาบด้วยคราบโลหิตสีดำคล้ำ
ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่การปลิดชีพตนเองอย่างแน่นอน
จิงถิงขยับพัดในมือเบาๆ ปลายพัดกระดาษเคลือบน้ำมันแตะลงที่ชายผ้าแถบของศพอย่างถือวิสาสะ นางกวาดสายตา วิเคราะห์ และคำนวณทุกรายละเอียดด้วยสัญชาตญาณของสตรีผู้ผ่านเกมการเมืองในเรือนหลังมาโชกโชน รอยฟกช้ำที่ข้อมือไม่ได้เกิดจากการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เกิดจากการถูกพันธนาการด้วยแรงมหาศาลก่อนที่ลมหายใจจะถูกพรากต่างหาก
“ท่านอัครเสนาบดีคิดว่า สุนัขที่จงรักภักดีตัวนี้... รู้มากเกินไปจนต้องรีบถูกกำจัด หรือจงใจตายเพื่อส่งสัญญาณเตือนบางอย่างมาให้เรากันแน่คะ”
จิงถิงเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสามี รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขันใดๆ
มู่หรงจวิ้นหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยววูบไหวเพียงชั่วพริบตา เขาก้าวเข้าไปใกล้จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยเข้ามารังควานความสงบในโสประสาทของนาง มือหนายื่นออกไปปัดหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนไหล่บางของนางอย่างถือสิทธิ์ พร้อมกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“ระวังคำพูดหน่อย ฮูหยินของข้า... ศพนี้เพิ่งเย็นเฉียบ แต่ดูเหมือนความร้อนรนในใจเจ้าจะเดือดพล่านยิ่งกว่าน้ำในกาเสียอีก เจ้ากำลังกลัวว่าความลับเรื่องบิดาของเจ้าจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพร้อมกับศพนี้ด้วยกระนั้นหรือ”
คำพูดเชือดเฉือนพุ่งตรงมาที่จุดเปราะบางที่สุด ทว่าหลี่จิงถิงมิได้สะท้านไหว นางเลือกที่จะถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอย่างสง่างาม ปลายพัดเคาะเบาๆ ที่ฝ่ามือตนเองเป็นจังหวะ ราวกับกำลังประเมินราคาความเย่อหยิ่งของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก
“ถ้าความลับของหม่อมฉันจะถูกขุดคุ้ย... เกรงว่าท่านอัครเสนาบดีคงต้องเหนื่อยหน่อยนะคะ ที่จะต้องมาคอยพลิกแผ่นดินหาหลักฐานกลบเกลื่อนร่องรอยความผิดพลาดของตนเองด้วยเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่า... ศาลาบัวหลวงแห่งนี้ อยู่ในเขตรับผิดชอบของคนสนิทท่านมิใช่หรือคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาที่ซ่อนคมมีดไว้ใต้คำหวานทำให้บรรยากาศรอบกายตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันด้วยสายตาที่ไม่มีใครยอมใคร เคมีสีเทาที่ดึงดูดและผลักไสในคราวเดียวกันแผ่ขยายออกราวกับคลื่นใต้น้ำ
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังก้ำกึ่งระหว่างการเปิดฉากปะทะรอบใหม่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรีบร้อนก็ดังแทรกขึ้นจากทางเดินหินปูน
“นายท่าน! ขอรับ!” พ่อบ้านหลี่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้ามู่หรงจวิ้น สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด “เรา... เราพบสมุดบัญชีลับถูกซ่อนอยู่ใต้รอยต่อของพื้นศาลา และ... และในนั้นมีตราประทับลับของกรมการคลังที่ควรจะสูญหายไปเมื่อสิบปีก่อนพะยะค่ะ!”
ดวงตาของมู่หรงจวิ้นหรี่แคบลงทันที ขณะที่หลี่จิงถิงชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้านางแข็งค้างไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินคำว่า 'สิบปีก่อน'—ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับการตายอันเป็นปริศนาของบิดานาง!
มือหนาของมู่หรงจวิ้นเอื้อมไปคว้าข้อมือนางไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี แรงบีบที่ส่งผ่านมาไม่ได้เจตంటทำร้าย แต่เต็มไปด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด
“ดูเหมือนว่า...” มู่หรงจวิ้นโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวปัดผ่านข้างแก้ม “เกมที่เจ้ากับข้ากำลังเล่นกันอยู่... จะไม่ใช่แค่เรื่องชิงอำนาจในจวนหลังเสียแล้วกระมัง ฮูหยิน”
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านตอนที่ 4 ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 4
คดีปริศนาริมศาลา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!