หยดหมึกสีเข้มบนกระดาษซวนจื่อยังไม่ทันแห้งสนิทดี พู่กันขนหมาป่าในมือเรียวก็หยุดชะงักลงกลางอากาศ
หลี่จิงถิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องหนังสือประจำตำแหน่งของอัครเสนาบดี นางเพียงแต่ปรายหางตามองเงาสะท้อนบนผิวน้ำชาในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
กลิ่นอายความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าของมู่หรงจวิ้นนั้นหนาแน่นเสียจนทำให้บรรยากาศภายในห้องกว้างลดขนาดแคบลงถนัดตา
“เจ้าใช้เวลาสามเค่อในการตรวจสอบบัญชีคลังเสบียงของหัวเมืองทางใต้… แต่ใช้เวลาเพียงครึ่งลมหายใจในการคาดเดาว่าข้าจะปฏิเสธข้อเสนอของกรมพิธีการ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ ทว่าดวงตาดำขลับคู่นั้นกลับหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกำลังพยายามชำแหละตัวตนของสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าออกเป็นชิ้นๆ เพื่อหาว่าภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวานนั้นซ่อนกลไกอันใดไว้
จิงถิงค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินสลักรูปใบบัวอย่างแช่มช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนมุมปากมีความสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ—สมบูรณ์แบบเสียจนน่าหวาดระแวง
“ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ หม่อมฉันมิได้คาดเดา… เพียงแต่อ่าน ‘ความจริง’ ที่ท่านพยายามซ่อนไว้ต่างหาก”
มู่หรงจวิ้นแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและอันตราย ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานไม้จันทน์แดง โน้มตัวลงต่ำจนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นจันทร์หอมจางๆ ลอยเข้ามารุกايประสาทสัมผัส
“อ้อ? เช่นนั้นเจ้าลองบอกข้าซิ ว่าตอนนี้ในหัวของข้า… กำลังคิดจะทำลายบัญชีเล่มไหนทิ้ง เพื่อไม่ให้เจ้าสาวผู้ปราดเปรื่องของข้าขุดคุ้ยความลับขึ้นมาอีก”
ไม่มีความสะดุ้งสะเทือนในแววตาของหลี่จิงถิง นางเพียงแต่เอียงคอเล็กน้อย ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทระลงข้างแก้ม นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกวาดมองสำรวจตั้งแต่ปลายคางคมสัน ไล่เร่งขึ้นมายังหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันน้อยๆ และหยุดนิ่งอยู่ที่ม่านตาของเขาซึ่งหดตัวลงในเสี้ยววินาทีที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่
จิตวิทยาว่าด้วยการควบคุมร่างกาย… เมื่อมนุษย์โกหกหรือซ่อนเจตนาที่แท้จริง ม่านตาจะขยายตัว แต่เมื่อพวกเขากำลังประเมินภัยคุกคาม ม่านตาจะหดตัวเพื่อโฟกัสเป้าหมาย
และในยามนี้ มู่หรงจวิ้นกำลังมองนางราวกับนางเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ชิ้นเอก
“ใต้เท้าไม่ต้องถึงกับทำลายบัญชีหรอกเจ้าค่ะ เพราะต่อให้ท่านเผาทำลายมันจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็ยังสามารถคำนวณตัวเลขที่หายไปจากส่วนต่างของราคาข้าวสารในตลาดมืดได้อยู่ดี” จิงถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังเอ่ยถึงดินฟ้าอากาศ “อีกอย่าง… มือระดับท่านอัครเสนาบดี หากจะกำจัดหลักฐาน ย่อมไม่เลือกวิธีที่สิ้นคิดเช่นการเผากระดาษให้เสียชื่อเสียงหรอกกระมังเจ้าคะ ท่านคงเลือกที่จะโยนความผิดให้ขุนนางระดับล่างสักคนในกรมคลัง เพื่อให้เรื่องราวจบลงอย่างสะอาดสะอ้านต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมห้องหนังสือทันที
มู่หรงจวิ้นนิ่งงิ่งไป ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจภรรยาของตนด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด แต่เป็นความระแวงระวังที่ผสมผสานกับความทึ่งอย่างประหลาด
สตรีผู้นี้… ไม่เพียงแต่มีความรู้เรื่องตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัว นางยังมีสายตาที่สามารถทะลุทะลวงเข้าไปถึงจิตใจและความคิดเบื้องลึกของมนุษย์ได้ นางอ่านภาษากายและการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขาออกหมดจด ราวกับเขากำลังแก้ผ้าเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางสายตานาง
“เจ้าเป็นใครกันแน่… หลี่จิงถิง” มู่หรงจวิ้นกระซิบชิดริมหูของนาง เสียงนั้นต่ำพร่าจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงลมหายใจ “บุตรสาวเสนาบดีหลี่ผู้ล่วงลับ หาได้ถูกอบรมสั่งสอนให้มีความสามารถในการอ่านใจคนระดับนี้ไม่”
จิงถิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะดั่งระฆังแก้ว แต่มันกลับทำให้สันหลังของคนที่ได้ยินรู้สึกเย็นวาบ นางขยับตัวถอยห่างจากรัศมีกดดันของเขาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือไว้ที่หน้าตักอย่างสำรวม
“คนเราย่อมต้องมี ‘วิชาเอาตัวรอด’ แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่เติบโตมามิใช่หรือเจ้าคะ? ในเมื่อสามีของหม่อมฉันคือบุรุษที่อันตรายที่สุดในราชสำนัก หากหม่อมฉันไม่มีความสามารถในการมองให้ทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจของท่าน… เกรงว่าป่านนี้หม่อมฉันคงกลายเป็นศพไร้ญาติฝังอยู่หลังจวนไปนานแล้ว”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาอย่างไร้ความหวาดกลัวนั้น ทำให้มุมปากของมู่หรงจวิ้นกระตุกขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันดำมืด
เขายืดตัวตรงกลับสู่ท่าทางสง่างาม ทว่าสายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้านวลเนียนนั้นแม้แต่น้อย
“ปากคอเราะร้ายนักนะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ก็น่าสนใจไม่เบา ในเมื่อเจ้าบอกว่าอ่านใจข้าได้เก่งนัก งั้นลองทายดูซิว่า… ค่ำคืนนี้ ข้าเชิญเจ้ามาที่ห้องหนังสือแห่งนี้โดยลำพัง เพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่?”
จิงถิงกวาดสายตามองไปรอบห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว สมองของนางเริ่มประมวลผลทันที—เอกสารบนโต๊ะที่ถูกเปิดค้างไว้, ตราประทับประจำตัวที่วางเอียงผิดตำแหน่ง, และรอยเปื้อนหมึกจางๆ ที่มุมโต๊ะฝั่งตะวันตก ซึ่งไม่เข้ากับนิสัยรักความสะอาดและระเบียบวินัยขั้น極ของอัครเสนาบดี
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มหวานจับใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง
“ท่านไม่ได้เรียกหม่อมฉันมาเพื่อคุยเรื่องบัญชี… แต่ท่านจงใจทิ้งร่องรอยเหล่านี้ไว้ เพื่อทดสอบว่าหม่อมฉันจะจับพิรุธเรื่อง ‘จดหมายลับ’ จากชายแดนเหนือที่ท่านซ่อนไว้ใต้กระดานพื้นไม้ได้เร็วแค่ไหนต่างหากเจ้าคะ”
มู่หรงจวิ้นชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายวับไปในพริบตา แววตาคมกริบฉายแววตกใจอย่างปิดไม่มิดเป็นครั้งแรก
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของยามวิกาลก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่างกระดาษสา—*แกร็บ…* ตามด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าที่ส่งผ่านเข้ามาจากเงาดำที่ทาบทับอยู่บนผนังห้อง
“ใต้เท้า… สายลับจากจวนตระกูลสวี ที่ท่านส่งไปสืบเรื่องคลังอาวุธ… ถูกฆ่าตัดตอนแล้วขอรับ!”
ขอบคุณสำหรับการติดตามและสนับสนุน “หมอกเหมยปลายฤดู” เสมอมานะคะ!
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 5
สายตาที่อ่านไม่ออก
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!