“หากท่านอัครเสนาบดีมู่หรงรู้ว่าฮูหยินของเขาไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงการนับเบี้ยในเรือน แต่ยังเชี่ยวชาญการนับศพที่ตายอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้... ไม่ทราบว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเจ้าคะ?”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซุนดังแทรกผ่านกลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ในโถงจัดเลี้ยงกว้างขวาง สายตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาของนางจ้องมองหลี่จิงถิงด้วยแววตาประหนึ่งงูพิษที่รอจังหวะฉกกัด
จิงถิงไม่ได้สะดุ้งไหว รอยยิ้มบางเบาประดับบนมุมปากยังคงความสง่างาม นางค่อยๆ วางถ้วยน้ำชาเคลือบหยกในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เสียงกระทบกันเบาๆ ของถ้วยและจานรองในความเงียบงันชั่วขณะนั้น ราวกับเสียงกรรไกรที่ตัดฉับลงบนเส้นด้ายแห่งความอดทน
“ข้าเป็นเพียงสตรีในเรือน เรื่องการตายของผู้ใด ข้าล้วนไม่ทราบเจ้าค่ะ” จิงถิงตอบเสียงเรียบ สายตาของนางกวาดมองไปรอบวงล้อมของบรรดาฮูหยินชั้นสูงที่มารวมตัวกันในงานเลี้ยงรับรองของราชสำนักวันนี้ ทุกคนต่างมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและคำถามที่พุ่งเป้ามาเพื่อทำลายชื่อเสียงของสามีนาง
“ทว่า...” จิงถิงเว้นจังหวะ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างโปร่งบางในชุดไหมสีน้ำเงินเข้มดูโดดเด่นท่ามกลางหมู่มวลบุปผาที่ประโคมเครื่องประดับจนดูรกตา “หากฮูหยินซุนสงสัยเรื่องการตายของผู้ใด ข้าแนะนำให้ท่านไปสอบถามกรมอาญาจะดีกว่า... หรือหากท่านมีเบาะแสใหม่ที่ข้าไม่ทราบ ก็เชิญแจ้งให้ท่านอัครเสนาบดีทราบเถิด เขาโปรดปรานเรื่องที่คน ‘รู้มากเกินไป’ เป็นที่สุด”
คำว่า ‘รู้มากเกินไป’ ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแฝงด้วยรัศมีกดดันที่ทำให้ฮูหยินซุนถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง จิงถิงไม่ได้ใส่ใจจะรอฟังคำแก้ตัว นางหมุนตัวเดินออกมาจากวงล้อมนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าหัวใจใต้เสื้อผ้าชั้นในกลับเต้นรัวเป็นจังหวะแห่งสงคราม
*‘มัน’ อยู่ที่นี่*
ภาพเหตุการณ์จากห้องลับเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ ‘หนอนตัวนั้น’ ผู้ที่รู้ความลับเรื่องสมุดบัญชีลับของท่านพ่อ หากคนผู้นั้นยืนอยู่หลังประตูห้องลับจริง... นั่นหมายความว่าแผนการของมู่หรงจวิ้นกำลังถูกจับตามองจากคนในบ้านเอง
นางเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินยาวที่นำไปสู่สวนดอกไม้ด้านหลัง แสงจันทร์สลัวทอดเงาต้นไม้ลงบนพื้นหินราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น จิงถิงชะงักเท้าเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของอากาศ เบื้องหน้าของนางคือเงามืดของบุรุษร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้ต้นหลิว
“ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของบัญชีราชสำนัก”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจนน่าขนลุกนี้มีเพียงคนเดียวที่ทำได้ หลี่จิงถิงหันกลับไปมอง มู่หรงจวิ้นในชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวนั้นกำลังจ้องมองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“ถ้าข้าไม่ยุ่ง แล้วใครจะช่วยท่านเก็บกวาดสิ่งโสโครกที่ท่านเองก็จัดการไม่ได้ล่ะเจ้าคะ ท่านอัครเสนาบดี?” จิงถิงย้อนถาม เสียงของนางไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย นางก้าวเข้าไปหาเขาจนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น “ท่านรู้ดีกว่าใครว่าหนอนตัวนั้นไม่ได้ต้องการแค่ทำลายท่าน แต่มันต้องการหัวของท่านมาเซ่นสังเวยผลประโยชน์ของกรมพระคลัง”
มู่หรงจวิ้นขยับกายเข้ามาใกล้ จนเงาของเขาโอบล้อมร่างของนางไว้ทั้งหมด มือหนาเอื้อมมาจับคางของนางบังคับให้สบตา “เจ้าฉลาดเกินไปจิงถิง... ความฉลาดมักนำพาความตายมาให้สตรีเสมอ เจ้าไม่กลัวหรือ?”
“ชีวิตของข้าพังพินาศไปตั้งแต่ท่านพ่อตายแล้ว เจ้าค่ะ” จิงถิงโต้ตอบ สายตาของนางลุกโชนด้วยความโกรธแค้นที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี “ข้าอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เพียงเพื่อเฝ้าดูวันที่คนที่ฆ่าท่านพ่อต้องทรมาน... แม้คนที่ฆ่าจะเป็นท่าน... หรือจะเป็นคนที่ท่านปกป้องอยู่ก็ตาม”
อากาศรอบข้างราวกับจะหยุดนิ่ง มู่หรงจวิ้นไม่ได้ถอยหนี แต่กลับกระชับมือที่จับคางนางไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนผิวหน้า “ถ้าเช่นนั้น ก็จงจำไว้... อย่าได้พลาดท่าให้เห็น เพราะข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าตายจากมือคนอื่น นอกจากมือของข้าเพียงผู้เดียว”
เขาทิ้งประโยคท้าทายไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นไม้สนจางๆ จิงถิงยืนนิ่งด้วยความรู้สึกที่สับสน มือของนางกำแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เมื่อตั้งสติได้นางจึงรีบเดินตรงไปยังห้องสมุดส่วนตัวที่มู่หรงจวิ้นเพิ่งเดินจากมา นางต้องตรวจสอบร่องรอยให้แน่ชัด
ภายในห้องเงียบสนิท นางจุดตะเกียงขึ้นแสงสลัวเผยให้เห็นชั้นหนังสือที่ดูปกติเหมือนทุกวัน ทว่าสายตาของจิงถิงกลับไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน... จดหมายที่ไม่ได้ปิดผนึก ฉบับหนึ่งที่มีตราประทับของกรมพระคลังซึ่งถูกทำลายลงอย่างจงใจ
นางเปิดมันออกอ่านด้วยหัวใจที่บีบรัด เนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้นทำให้ลมหายใจของนางแทบขาดห้วง มันไม่ใช่จดหมายทางการ แต่มันคือรายชื่อของ ‘พยาน’ ในคดีการตายของบิดานาง ซึ่งรายชื่อคนสุดท้ายที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงฉานนั้น... คือชื่อของ ‘มู่หรงจวิ้น’ เอง
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบหลักฐานชิ้นสำคัญนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงกลอนประตูที่ถูกลงล็อกจากด้านนอก
“คิดจะหาความจริงงั้นหรือ?” น้ำเสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่ของมู่หรงจวิ้น แต่มันคือเสียงของสตรีที่นางเพิ่งเผชิญหน้าในงานเลี้ยงเมื่อครู่... ฮูหยินซุน!
จิงถิงรีบหันกลับไปมอง พบว่าหน้าต่างห้องถูกเปิดออก พร้อมกับเงาดำที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับใบมีดที่วาววับในความมืด นางรู้ตัวทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งในงานเลี้ยง แต่มันคือการปิดปากที่วางแผนมาอย่างแยบยลที่สุด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของจิงถิงและมู่หรงจวิ้นมาจนถึงตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ด้วยรักจาก หมอกเหมยปลายฤดู
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 11
งานเลี้ยงลวงตา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!