ปลายคมมีดวาววับสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง กลิ่นอายความตายคละคลุ้งมาพร้อมกับแรงลมวูบใหญ่ที่พัดพาผ้าม่านไหวสะบัด ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายทาบทับอยู่บนเส้นด้าย หลี่จิงถิงมิได้กรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ร่างระหงในชุดพิธีการปักลายหงส์กลับเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับมือเรียวที่คว้าแจกันหยกโบราณบนโต๊ะข้างหน้าต่างฟาดสวนกลับไปในทิศทางของเงาดำนั้นทันทีอย่างไร้ความลังเล!
*เคร้ง!*
เสียงวัตถุกระทบกันดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนในจวนอัครเสนาบดี เงาดำผู้บุกรุกไม่คาดคิดว่าสตรีเบื้องหน้าจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็วและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ มันชะงักไปชั่วลมหายใจ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จิงถิงจะถอยร่นมาตั้งหลัก พลางกวาดสายตาคมกริบประเมินสถานการณ์
นักฆ่ามืออาชีพ... รอยสักรูปอสรพิษที่โผล่พ้นปลายแขนเสื้อขณะเงื้อมือเตรียมจู่โจมระลอกสอง คือหลักฐานชั้นดีที่บอกว่าคนผู้นี้ไม่ใช่โจรย่องเบาตามตลาดมืด หากแต่เป็นมือสังหารที่ถูกชุบเลี้ยงขึ้นมาเพื่อเก็บกวาดพยานในคดีที่กำลังสั่นคลอนราชสำนัก
"คิดจะปิดปากข้า... เกรงว่าฝีมือเจ้ายังอ่อนหัดเกินไปกระมัง" จิงถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวคล้ายจะเย็นเยียบลงไปอีกหลายส่วน
ก่อนที่คมมีดมรณะจะพุ่งเข้ามาปลิดชีพนางเป็นครั้งที่สอง ประตูห้องนอนกลับถูกถีบเปิดออกด้วยพลังภายในอันมหาศาลจนบานไม้หนาแทบแหลกสลาย ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทของมู่หรงจวิ้นก้าวเข้ามาในห้องด้วยรัศมีอำมหิตที่แผ่พุ่งจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีวาววโรจน์ด้วยเพลิงโทสะเมื่อเห็นภาพอันตรายตรงหน้า
ไม่ต้องเอ่ยคำถามใดๆ มู่หรงจวิ้นซัดฝ่ามือออกไปเพียงคราเดียว พลังลมปราณอันรุนแรงก็ซัดร่างของนักฆ่าผู้นั้นกระเด็นไปกระแทกผนังห้องอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนจะหมดสติคาที่ทันทีโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะชิงฆ่าตัวตายเพื่อตัดตอน
ความเงียบสงัดกลับมาปกคลุมห้องนอนใหญ่อีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับคมมีด
มู่หรงจวิ้นกวาดสายตาสำรวจภรรยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อพบว่านางไร้รอยขีดข่วนใดๆ แววตานิ่งงันดั่งน้ำลึกจึงคลายความกังวลลงเล็กน้อย แต่ทว่าโทสะในใจกลับพุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ เขาปรายตามองร่างไร้สติของนักฆ่าที่พื้นด้วยแววตาเย็นชาไร้ก้นบึ้ง
"ดูท่า... งานเลี้ยงต้อนรับที่ฮูหยินของข้าจัดขึ้น จะมีแขกไม่ได้รับเชิญแอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายเสียแล้วกระมัง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่ากดดันจนคนฟังต้องขนลุกซู่
เช้าวันต่อมา ณ โถงรับแขกใหญ่ของจวนอัครเสนาบดี เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และฮูหยินตระกูลต่างๆ ต่างมารวมตัวกันตามคำเชิญ ทว่าบรรยากาศในยามเช้านี้กลับมิได้ชื่นมื่นดังเช่นงานเลี้ยงทั่วไป ความกดดันบางอย่างลอยอบอวลอยู่ในอากาศราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
ฮูหยินรองจากตระกูลจ้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่จงเกลียดจงชังจิงถิงมาโดยตลอด ถือโอกาสเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเจือความสมเพช เมื่อเห็นจิงถิงก้าวเข้ามาในห้องโถงช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย
"ตายจริง... ฮูหยินเอกผู้สูงส่ง เพิ่งแต่งเข้าจวนมาได้ไม่ทันไร ก็ทำตัวโอ้อวดอำนาจจนหลงลืมแม้กระทั่งเวลาคารวะผู้อาวุโสแล้วหรือ? หรือคิดว่ามีท่านอัครเสนาบดีหนุนหลังอยู่ จึงทำตัวไร้ซึ่งกิริยามารยาทเช่นนี้ได้ น่าเสียดายแทนท่านอัครเสนาบดียิ่งนักที่ได้ภรรยาเช่นนี้มาประดับจวน"
สิ้นคำพูดของฮูหยินรอง บรรยากาศในโถงรับแขกก็เงียบกริบลงทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่จิงถิง บ้างก็รอสมน้ำหน้า บ้างก็รอจังหวะซ้ำเติม สตรีหลายคนแอบลอบยิ้มเยาะในความโชคร้ายของสตรีต่างเมืองที่ไร้รากฐานสนับสนุนในเมืองหลวง
จิงถิงเพียงแย้มรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอประกายลึกล้ำ นางกำลังจะอ้าปากตอบโต้ด้วยชั้นเชิงทางวาจาเพื่อตบหน้าคนผู้นั้นเบาๆ สักฉาก ทว่า...
"ปากของฮูหยินจ้าวช่างว่างงานเสียจริง ถึงได้เอาแต่เที่ยวเห่าหอนวิจารณ์เรื่องในเรือนของผู้อื่นเช่นนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และทรงอำนาจดังขึ้นจากทางเข้าโถงรับแขก มู่หรงจวิ้นก้าวเท้าเข้ามาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทว่ารังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้ทุกคนในห้องต้องสะท้านเฮือก ฮูหยินรองหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวทันทีที่สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น
มู่หรงจวิ้นเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างภรรยา ปลายหางตาปรายมองฮูหยินจ้าวราวกับมองมดปลวกไร้ค่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ
"ภรรยาของข้า จะปฏิบัติตัวเช่นไร ย่อมอยู่ในความเห็นชอบของข้าผู้เป็นสามี นางจะตื่นสายหรือจะไม่ออกมาคารวะผู้ใด มันก็เป็นสิทธิในเรือนของข้า... หรือว่าฮูหยินจ้าวมีอำนาจล้นฟ้า ถึงขั้นอยากจะเข้ามาจัดการระเบียบภายในจวนอัครเสนาบดีแทนข้าด้วย?"
"ทะ... ท่านอัครเสนาบดีเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ หม่อมฉันเพียงแต่..." ฮูหยินจ้าวละล่ำละลักแก้ตัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
"ข้าไม่ได้เข้าใจผิด" มู่หรงจวิ้นตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดราวกับใบมีด "ข้าเพียงแต่กำลังสงสัยว่า ตระกูลจ้าวของท่านอบรมสั่งสอนบุตรหลานมาอย่างไร ถึงได้มีนิสัยชอบก้าวก่ายเรื่องของภรรยาผู้อื่น หรือว่า... เบื้องหลังความปากกล้าของท่านในวันนี้ มีใครคอยบงการให้ออกมาสร้างความอับอายให้แก่จวนอัครเสนาบดีกันแน่?"
คำพูดสองแง่สองง่ามที่แฝงไปด้วยการข่มขู่คุกคามอย่างชัดเจน ทำให้ไม่มีใครในห้องโถงกล้าหายใจแรง แม้แต่สามีของฮูหยินจ้าวยังต้องรีบก้าวออกมาก้มหัวขอขมาแทบไม่ทัน
จิงถิงเหลือบมองสามีที่ยืนหยัดปกป้องนางอย่างแข็งกร้าวอยู่เบื้องข้าง หัวใจที่เคยเย็นชาและระแวดระวังมาตลอดกลับไหววูบอย่างประหลาด ความสัมพันธ์ของพวกเขามันคือเกมการเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ แล้วเหตุใด... แววตาที่เขามองนางยามนี้จึงมีความปกป้องคุ้มครองที่แท้จริงเจืออยู่ด้วยเล่า?
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาในโถงรับแขกพร้อมราชโองการด่วน ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวและเร่งร้อน
"อัครเสนาบดีมู่... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ศพของใต้ฮ้าวรองเจ้ากรมอาญา ผู้กุมหลักฐานคดีทุจริตคลังหลวง ถูกพบเป็นศพห้อยหัวประจานไว้ที่ประตูเมือง พร้อมกับ... ตราประทับส่วนตัวของฮูหยินเอกหลี่จิงถิง ที่ถูกเสียบคาไว้ที่อกเสื้อของศพพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 12
คำพูดสองแง่สองง่าม
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!