“ใต้เท้าอัครเสนาบดี ท่านกำลังจะทำลายรากฐานของราชสำนักด้วยมือของท่านเองหรือ?”
เสียงทุ้มต่ำของขุนนางอาวุโสฝ่ายอนุรักษ์นิยมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับไปทั่วท้องพระโรง กลิ่นกำยานที่เคยอบอวลกลับดูหนาหนักจนหายใจติดขัด หลี่จิงถิงยืนนิ่งอยู่ในอาภรณ์สีเรียบ สบตาคมกริบของมู่หรงจวิ้นเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวผ่านแนวกั้นของเหล่าขุนนางเข้าสู่ใจกลางพื้นที่สังหารทางอำนาจ
มู่หรงจวิ้นไม่ได้หันไปตอบโต้ด้วยวาจา เขาเพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่กลับเต็มไปด้วยอาคมของคนถือไพ่เหนือกว่า เขายื่นมือหนาไปกุมมือจิงถิงที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ สัมผัสที่เย็นเยียบจากปลายนิ้วของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
“รากฐานที่ผุพังจนปลวกกิน... หากไม่รื้อทิ้งเสียตั้งแต่วันนี้ เกรงว่าวันที่อาคารทั้งหลังถล่มลงมา ทับร่างผู้คนในเมืองหลวงจนแหลกเหลว คงมาถึงเร็วกว่าที่ท่านคิดนะคะ ใต้เท้าหลิว”
จิงถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานใส มันเป็นเสียงที่ดูไร้เดียงสา ทว่าทุกคำพูดกลับปักลงกลางใจคนฟังประหนึ่งเข็มเงินที่ไร้สี แต่เต็มไปด้วยพิษสง
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงตระหง่าน สายพระเนตรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนจ้องมองลงมายังคนทั้งสอง “มู่หรงจวิ้น จิงถิง... สิ่งที่พวกเจ้าบอกว่าต้องการนำมาถวาย คือหลักฐานที่เปลี่ยนแผ่นดินได้จริงหรือ?”
“ฝ่าบาท” มู่หรงจวิ้นคุกเข่าลง เสียงผ้าไหมเสียดสีกับพื้นหินอ่อนดังแผ่วเบา เขาหยิบม้วนบัญชีหนังหมูฉบับลับที่จิงถิงเป็นผู้รวบรวมข้อมูลด้วยตัวเองออกมาวางบนถาดทองคำที่ขันทีนำมาวางไว้ “นี่ไม่ใช่เพียงหลักฐานการยักยอกคลังหลวง แต่คือเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึง 'คนใกล้ชิด' ของใต้เท้าหลิวและเครือข่ายขุนนางที่แอบอ้างพระนามทำเรื่องโสมมมานานหลายทศวรรษพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในท้องพระโรงบังเกิดเสียงอื้ออึงราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ขุนนางฝ่ายตรงข้ามเริ่มขยับตัวลนลาน หลายคนก้มหน้าหลบสายตา บ้างก็จ้องมองจิงถิงด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย แต่หญิงสาวไม่ได้หวั่นเกรง เธอทำหน้าที่เป็นเงาที่คอยเสริมความคมให้สามี การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มันคือการเปิดแผลที่เน่าเฟะต่อหน้าสาธารณชน เพื่อให้ผ่าตัดทิ้งได้อย่างเบ็ดเสร็จ
“เจ้ากล้าดียังไง!” ใต้เท้าหลิวตวาดเสียงสั่น “นางเป็นเพียงสตรีที่หมกมุ่นอยู่กับการทำบัญชี จะไปรู้อะไรเรื่องกลยุทธ์การปกครองของบุรุษ!”
“ความจริงไม่มีเพศ และความถูกต้องก็ไม่เคยแยกแยะว่าใครเป็นบุรุษหรือสตรีหรอกค่ะ” จิงถิงเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่ “ตัวเลขไม่เคยโกหก หากท่านไม่ได้ทำสิ่งใดผิด แล้วเหตุใดหยาดเหงื่อเย็นๆ บนขมับของท่านถึงได้ไหลออกมามากขนาดนั้นล่ะคะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มู่หรงจวิ้นส่งสายตาชื่นชมมายังภรรยาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันไปประสานมือถวายบังคมต่อฮ่องเต้ “ในบัญชีฉบับนี้ มีรอยประทับตราลับของกรมคลังที่หายไปเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่บิดาของภรรยากระหม่อมถูกใส่ความจนต้องจบชีวิตลงอย่างอยุติธรรม... ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จังหวะหัวใจของคนทั้งท้องพระโรงดูเหมือนจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกันเมื่อขันทีผู้อาวุโสนำม้วนบัญชีไปถวาย ดวงตาของฮ่องเต้หรี่ลงเมื่อเห็นลายเซ็นที่คุ้นเคยในหน้าสุดท้าย
นั่นคือหลักฐานชิ้นที่หนึ่ง
“ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพคะ” จิงถิงพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นดุดัน “ในบัญชีนี้ยังมีบันทึกการโอนเงินเข้าสู่จวนของสกุลหลิวผ่านร้านค้าทองคำในตลาดมืด ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ข้าหลวงใหญ่ทุจริตที่ชายแดน หากฝ่าบาทตรวจสอบคลังเสบียงในวันนี้ จะพบว่าตัวเลขที่หักออกไปนั้น ไม่ได้นำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ตามรายงาน แต่นำไปซื้อม้าศึกเพื่อสะสมกำลังพล... นี่ไม่ใช่แค่การทุจริต แต่นี่คือการกบฏอย่างเห็นได้ชัด!”
สิ้นคำพูดของเธอ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขีดสุด ขุนนางที่เกี่ยวข้องเริ่มทรุดตัวลงกับพื้น บ้างพยายามจะแก้ต่าง แต่ไม่มีใครกล้าสบตาอัครเสนาบดีผู้เย็นชาที่กำลังยืนหยัดด้วยแววตาราวกับพยัคฆ์เตรียมขย้ำเหยื่อ
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะเข้าทางมู่หรงจวิ้นและจิงถิง เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์หลวงที่กรูเข้ามาล้อมรอบท้องพระโรงกลับทำให้ทุกคนชะงัก
ขุนนางฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องต่างถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว มู่หรงจวิ้นขมวดคิ้ว มือที่จับมือจิงถิงอยู่กระชับแน่นขึ้น เขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในแผนการที่วางไว้
“ฝ่าบาท... นี่มันหมายความว่าอย่างไร?” มู่หรงจวิ้นถามเสียงเรียบ ทว่าในแววตากลับสั่นไหวเล็กน้อย
ฮ่องเต้ผู้เงียบขรึมมาตลอด ค่อยๆ วางบัญชีเล่มนั้นลง แล้วเผยรอยยิ้มที่ทำให้มู่หรงจวิ้นต้องชะงักกึก “เจ้าทำได้ดีมาก มู่หรงจวิ้น เจ้าเปิดโปงขุนนางชั่วที่คอยกัดกินราชสำนักได้สำเร็จตามที่ข้าหวังไว้”
พระองค์ทรงเว้นวรรค ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบท้องพระโรงด้วยแววตาสมเพช “แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ข้าไม่ได้แค่ต้องการให้คนเหล่านี้ถูกจับ ข้าต้องการรู้ว่า 'ใคร' บ้างที่กล้าสวามิภักดิ์ต่อเจ้าจนมองข้ามหัวข้าไป”
ทันใดนั้นเอง ม่านกำมะหยี่ด้านหลังบัลลังก์ก็ถูกแหวกออก บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมา—เขาคือคนที่ทุกคนคิดว่าเสียชีวิตไปในเหตุการณ์กบฏครั้งก่อน—ชายผู้ที่ถือครองกุญแจสำคัญที่ทำให้อำนาจของมู่หรงจวิ้นสั่นคลอนได้ในพริบตา
เขาวาง 'ตราประจำตำแหน่ง' ของมู่หรงจวิ้นลงบนโต๊ะข้างพระหัตถ์ฮ่องเต้ แล้วมองมาที่จิงถิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลับบางอย่าง
“ขอบใจที่หาหลักฐานมาให้ข้าได้ครบถ้วนเสียทีนะ ท่านอัครเสนาบดี... แต่ดูเหมือนว่า 'หลักฐานชิ้นสุดท้าย' ที่จะมัดตัวเจ้าจริงๆ ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดนั้น เพิ่งจะมาถึงในมือข้าตอนนี้เอง”
จิงถิงเบิกตากว้าง ความหนาวเย็นแล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลัง ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่กับดักที่ออกแบบมาอย่างประณีตเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่การเปิดโปงเพื่อความยุติธรรม แต่มันคือการจัดฉากครั้งใหญ่ที่ดึงเอาพวกเขาเข้ามาติดบ่วงเสียเอง
มู่หรงจวิ้นกระชับดาบที่เหน็บอยู่ข้างกาย เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะพลิกผันดิ่งลงสู่เหว
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านปมปริศนามากับหมอกเหมยปลายฤดูนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 29
การเปิดโปงกลางท้องพระโรง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!