เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 24

อ้อมกอดที่ไร้คำพูด

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายของสมุนไพรจีนโชยผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้องนอนใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ความเงียบงันภายในห้องหนาแน่นเสียจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากนาฬิกาทรายข้างเตียงชัดเจน ทุกย่างก้าวของหมอหลวงชราดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง ราวกับเกรงว่าเสียงฝีเท้าของตนจะไปสะกิดให้ความตายที่เพิ่งคลาดเคลื่อนไปเมื่อครู่หวนกลับมาอีกครั้ง หลี่จิงถิงนอนอยู่ใต้ผ้าห่มแพรปักลายเมฆา ใบหน้านั้นซีดเซียวไร้เลือดฝาดราวกับตุ๊กตาหยกสลัก ริมฝีปากที่เคยแย้มยิ้มเย้าหยอกอย่างชาญฉลาดบัดนี้แห้งผากและไร้สีสัน ร่างกายที่เคยตั้งตรงอย่างสง่างามภายใต้ชุดสตรีสูงศักดิ์ บัดนี้ดูบอบบางและไร้เรี่ยวแรงเสียจนน่าใจหาย มู่หรงจวิ้นยืนนิ่งอยู่ริมขอบเตียง มือหนาทั้งสองข้างที่ไขว้อยู่เบื้องหลังกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วปูดโปนและเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววเยือกเย็น ทะเยอทะยาน และควบคุมทุกสถานการณ์ไว้ได้เสมอ บัดนี้กำลังสั่นไหวเล็กน้อยยามกวาดมองรอยแผลเป็นทางยาวที่พาดผ่านหัวไหล่ภายใต้รอยแยกของเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ถูกตัดออกเพื่อทำแผล นั่นคือร่องรอยจากคมกระบี่ของมือสังหารที่พุ่งเป้ามาที่เขา... แต่นางกลับเอาตัวเข้ามารับแทนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "เรียนท่านอัครเสนาบดี..." หมอหลวงชราคุกเข่าลงครึ่งหนึ่ง ประสานมือคารวะด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "อาการของฮูหยินพ้นขีดอันตรายแล้วพ่ะย่ะค่ะ พิษถูกขับออกมาได้ทันท่วงที แต่ทว่า... ร่างกายเสียเลือดมากและบอบช้ำอย่างหนักจากฤทธิ์ยาพิษ จำเป็นต้องพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม ห้ามกระทบกระเทือนจิตเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ" มู่หรงจวิ้นไม่ได้เอ่ยปากตอบรับ สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่บนใบหน้าของสตรีผู้เป็นภรรยา พยัคฆ์ร้ายแห่งราชสำนักผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด บัดนี้กลับรู้สึกราวกับมีก้อนหินหนักอึ้งนับพันชั่งมากดทับอยู่กลางอก ลมหายใจของเขาติดขัดยามนึกถึงภาพร่างบางที่ทรุดฮวบลงอ้อมแขนของตนเองเมื่อยามย่ำรุ่ง หากปลายกระบี่เล่มนั้นเฉียงไปอีกเพียงแค่ชุ่นเดียว... หัวใจดวงนี้ของนางคงหยุดเต้นไปตลอดกาล "เจ้าออกไปก่อนเถอะ" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าและต่ำลึกจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "พ่ะย่ะค่ะ... กระผมจะไปจัดเทียบยาบำรุงมาใหม่อีกชุด" หมอหลวงโคนศีรษะคำนับถอยหลังออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้แกะสลักถูกปิดลงอย่างเบามือ ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันและคนทั้งสอง มู่หรงจวิ้นค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงช้าๆ นี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่บุรุษผู้เย็นชาและคำนวณทุกย่างก้าวในชีวิตด้วยผลประโยชน์และความอยู่รอด รู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ความหวาดกลัวที่ไม่ได้เกิดจากการสูญเสียอำนาจ ตำแหน่ง หรือเบี้ยในกระดานการเมือง แต่เป็นความกลัวที่จะต้องสูญเสีย... สตรีผู้ฉลาดล้ำที่เข้ามาปั่นป่วนหัวใจและชีวิตของเขาจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม เขายื่นมือออกไปอย่างลังเล ปลายนิ้วที่ผ่านการถือพู่กันราชสำนักและกุมอำนาจตัดสินความเป็นความตายของผู้คน สั่นเทาน้อยๆ ยามแตะลงบนแก้มเนียนที่เย็นเฉียบของหลี่จิงถิง ผิวเนื้อของนางเย็นเยียบจนเขารู้สึกสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ "เจ้ามันโง่เขลา... หรือว่าอวดดีกันแน่, หลี่จิงถิง" เขากระซิบพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงเจือความตัดพ้อและเจ็บปวดที่เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีมันได้ "ใครใช้ให้เจ้าเอาชีวิตเข้ามารับแทนน I ข้าเป็นผู้ใด... ข้าคือมู่หรงจวิ้น ผู้ที่เหยียบย่ำซากศพคนนับร้อยขึ้นมาสู่จุดสูงสุด ข้าไม่จำเป็นต้องให้สตรีเช่นเจ้ามาปกป้อง... เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย..." คำพูดตัดพ้อวนเวียนอยู่ในลำคอ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก มีเพียงความจริงอันโหดร้ายที่สะท้อนผ่านแววตาว่า หากไม่มีนาง โลกใบนี้ของเขาก็คงเหลือเพียงความว่างเปล่าอันหนาบดบัง ไร้ซึ่งสีสัน ไร้ซึ่งการต่อกรทางปัญญาที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาดวงนี้ยังคงเต้นอยู่ บนเตียงนอน หลี่จิงถิงขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัด เปลือกตาที่ปิดสนิทขยับไหว ริมฝีปากแห้งผากเปล่งเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความเจ็บปวดจากพิษแผล มู่หรงจวิ้นไม่รอช้า เขารวบร่างบอบบางนั้นขึ้นมาแนบกายอย่างทะนุถนอมที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ การกระทำนั้นไร้ซึ่งเล่ห์กล ไร้ซึ่งการคำนวณผลได้เสีย ไร้ซึ่งหน้ากากของอัครเสนาบดีผู้ไร้ความปรานี มีเพียงสัญชาตญาณดิบของบุรุษที่กำลังโอบกอดสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันหลุดลอยหายไปในความมืดมิด อ้อมกอดนั้นแน่นหนาและอบอุ่น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตนเอง ศีรษะของนางซบลงกับแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจอันร้อนผ่าวของเขา หลี่จิงถิงลืมตาขึ้นช้าๆ ทัศนียภาพที่พร่ามัวค่อยๆ ปรับความคมชัด นางพบว่าตนเองกำลังจมดิ่งอยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย แต่อบอุ่นและสั่นเทาอย่างผิดคาด ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นอกของเขาทำให้หัวใจที่ด้านชาจากปมหลังของนางกระตุกวูบ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาคู่คมของมู่หรงจวิ้นในยามนี้ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งจองหอง มีเพียงหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง... ภาพของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังร่ำไห้ภายในใจ "ท่าน... ร้องไห้หรือคะ?" เสียงของนางแหบแห้งและเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขา มู่หรงจวิ้นก้มหน้าลงซบหน้าผากของตนเข้ากับหน้าผากของนาง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้ม ลมหายใจที่เจือด้วยกลิ่นอายความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น "ข้าไม่ได้ร้องไห้..." เสียงของเขาแหบพร่าและดื้อรั้นอย่างที่สุด "ข้าเพียงแต่... กำลังคิดบัญชีกับเจ้า" หลี่จิงถิงแย้มยิ้มจางๆ ริมฝีปากที่แห้งผากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่อนล้าแต่ทรงพลัง รอยยิ้มที่ฉลาดรู้ทันและเย้าหยอกเขาได้เสมอแม้ในยามใกล้ตาย "ท่านอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่... คิดบัญชีกับคนเจ็บปวดใกล้ตายเช่นนี้ ดูท่าทางแล้ว... ข้าคงเป็นลูกหนี้ที่เอาเปรียบท่านมากสินะคะ" "ใช่... เจ้าเอาเปรียบข้ามาก" มู่หรงจวิ้นกระซิบชิดริมฝีปากของนาง ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับแก้มนวลอย่างถือวิสาสะ "เจ้าขโมยหัวใจของข้าไป แล้วยังเกือบจะขโมยลมหายใจของตัวเจ้าเองหนีไปอีก... หลี่จิงถิง ข้าไม่อนุญาต... ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เว้นแต่ข้าจะเป็นคนอนุญาตเท่านั้น" บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่ปะปนกับความเจ็บปวด ทั้งสองสบตากันเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบงัน ถ้อยคำนับร้อยพันที่เคยใช้เชือดเฉือนกันในราชสำนักและห้องโถง ถูกแทนที่ด้วยภาษาทางสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย นี่คือการยอมจำนนอย่างสมบูรณ์แบบ... ไม่ใช่เพราะกำลังทหาร ไม่ใช่เพราะเล่ห์กลการเมือง แต่เป็นหัวใจที่พ่ายแพ้ให้กับหัวใจ มู่หรงจวิ้นประคองศีรษะนางไว้มั่น ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนอย่างแผ่วเบาและยาวนาน ราวกับเป็นการประทับตราสัญญาทางจิตวิญญาณที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ในห้วงเวลาอันเปราะบางนั้นเอง *กริ๊ก...* เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวดังขึ้นมาจากช่องลับหลังฉากกั้นลายปักมังกรทะยานฟ้า! มู่หรงจวิ้นชะงักกะทันหัน ร่างกายที่อ่อนโยนเมื่อครู่พลิกกลับเป็นอัครเสนาบดีผู้ระแวดระวังภัยในเสี้ยววินาที ดวงตาดุดลุกโชนขึ้นด้วยประกายสังหาร เขาดึงหลี่จิงถิงให้ซ่อนอยู่ด้านหลังแผงอกของตน พร้อมกับที่มือขวาตวัดคว้ากระบี่ประจำกายที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาถือไว้มั่นในพริบตาเดียว! แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่กลิ้งหลุดออกมาจากช่องลับบนพื้นห้อง— มันคือป้ายหยกประจำตัวของ "มู่หรงหลาง" อนุชาต่างมารดาผู้กุมกำลังทหารพิทักษ์เมืองหลวง... และยังมีหยดเลือดสดๆ หยดลงบนพื้นหินทีละหยดอย่างช้าๆ! — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%