กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยวนอยู่ในห้องหนังสือมืดสลัว แสงตะเกียงน้ำมันสำริดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลัก หลี่จิงถิงไม่ได้ขยับกาย นางยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ปลายนิ้วเรียวเนียนจรดอยู่บนบัญชีลับเล่มหนาที่เพิ่งถูกค้นพบ ร่องรอยหมึกที่จางหายไปครึ่งหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวการทุจริตและการหักหลังที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ดินลึกเมื่อห้าปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายมหาศาลเหล่านั้น หากเป็นเงาร่างของคนที่ควรจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว—บิดาบุญธรรมผู้ล่วงลับ
เงาร่างที่ปรากฏตัวขึ้นชั่วพริบตาหลังม่านค่ายกลในจวนอัครเสนาบดีเมื่อยามวิกาล ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดราวกับรอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ
ประตูปิดสนิทลงอย่างเงียบเชียบ มู่หรงจวิ้นก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่แทบไร้ซุ่มเสียง บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจและอำมหิตที่สุดในราชสำนักหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าภรรยา สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองแผ่นหลังที่เหยียดตรงแต่มั่นคงน้อยกว่าทุกครั้ง ท่าทีเยือกเย็นและรอยยิ้มฉาบเปลือกนอกที่จิงถิงมักใช้สวมใส่เพื่อป้องกันตัวในยามนี้กลับมีรอยร้าว
"เจ้ากำลังอ่านเรื่องเล่าปรัมปรา หรือกำลังทบทวนบัญชีมรณะที่ไม่มีวันชำระหมดกันแน่, จิงถิง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดัน เสื้อคลุมผ้าแพรสีเข้มของเขาชื้นไอหมอกราตรีเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาเพิ่งกลับจากการสะสาง "งานสกปรก" นอกจวน แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่นางด้วยความระแวดระวังที่ซ่อนความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียน—ความห่วงใยที่คนเย่อหยิ่งอย่างมู่หรงจวิ้นไม่มีวันยอมรับออกมาตรงๆ
จิงถิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วที่กดทับกระดาษแผ่นเก่าสั่นเทาเพียงเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ นางพยายามบังคับริมฝีปากให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาตามความเคยชิน ทว่าครั้งนี้ ดวงตาคู่สวยที่มักซ่อนประกายคมปัญญาไว้เบื้องหลัง กลับไหวระริกด้วยร่องรอยของความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นมาก่อน
"ท่านอัครเสนาบดีช่างมีสายตากว้างไกลนัก... ของบางอย่าง แม้จะผ่านไปนานจนฝังรากลึก แต่หากถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่ ย่อมมีแต่จะทำให้มือของผู้ขุดต้องเปื้อนเลือด" นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามราบ1เรียบ แต่กลับเจือความแหบพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
มู่หรงจวิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว กลิ่นอายกดดันอันเป็นเอกลักษณ์แผ่ซ่านออกมารอบกาย แต่คราวนี้มันไม่ได้มีไว้เพื่อข่มขู่ "เจ้าไม่ใช่คนที่จะเสียสมาธิเพราะตัวเลขในบัญชี หรือคดีความเก่าเก็บที่ปิดตายไปแล้ว... หลี่จิงถิง บอกข้ามา ว่าเงาของใครที่ทำให้สตรีผู้เยือกเย็นเช่นเจ้าถึงกับมือเย็นเฉียบเช่นนี้"
คำพูดของเขาราวกับคมมีดที่กรีดลงตรงกลางใจ แผลเป็นในอดีตที่นางพยายามเยียวยาด้วยความแค้นและสติปัญญาถูกกระชากให้เปิดออกอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญเมื่อห้าปีก่อน เสียงกรีดร้อง และร่างไร้วิญญาณของบิดาที่นางจำนนต่อโชคชะตา วูบเข้ามาในโสตประสาท บัดนี้... เมื่อคนคนนั้นกลับปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในฐานะหมากตัวสำคัญของเกมอำนาจ นางจึงตระหนักว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางเป็นเพียงกบในกะลาที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลัง
ความกดดันในห้องทำให้ลมหายใจของจิงถิงติดขัด นางสูดลมเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นไหวของเรียวปาก แต่หยดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งกลับทำให้ความเข้มแข็งทั้งหมดพังทลายลงในชั่วพริบตา
"เขา... บิดาของข้า..." เสียงของนางขาดหายไปครึ่งท่อน ความอ่อนแอที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากความฉลาดเฉลียวมาหลายปีพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัว "ท่านพ่อไม่ได้ตายในกองเพลิงวันนั้น... เขายังมีชีวิตอยู่ และเขากำลังใช้ความตายของตัวเอง เพื่อลากพวกเราทุกคนลงไปในหลุมพรางเดียวกัน"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเช่นก่อน มู่หรงจวิ้นไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้หรือแสดงท่าทีเยาะเยียดดังที่ศัตรูทางการเมืองมักทำ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะไม้จันทน์ ก่อนจะยื่นมือหนาออกไปกุมมือเรียวที่กำลังเย็นเฉียบและสั่นเทาของภรรยาไว้แน่น แรงบิดกระชับจากฝ่ามือของเขาอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด—ความอบอุ่นที่ดึงสตินางให้กลับคืนมาจากขอบเหวแห่งความหวาดกลัว
ดวงตาสีดำสนิทของอัครเสนาบดีผู้ไร้ความปรานีมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ในนั้นไม่มีความสมเพชเวทนา มีเพียงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและความมุ่งมั่นที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"ถ้าเขาเลือกที่จะกลับมาจากความตาย นั่นแปลว่าเขาพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น... และทุกสิ่งที่ปกป้องเจ้า" มู่หรงจวิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำแต่นิ่งสนิท ราวกับคำประกาศิต "แต่จิงถิงจำไว้... ในเมื่อเขาเลือกที่จะก้าวกลับเข้ามาในเกมนี้ เขาก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับเงื้อมมือของอัครเสนาบดีผู้นี้เช่นกัน ไม่มีใครหน้าไหนพรากสิ่งที่เป็นของข้าไปได้... แม้กระทั่งคนตาย"
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้หัวใจที่เคว้งคว้างของจิงถิงสงบลงทีละน้อย ความรู้สึกผิดบาปและความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันระหว่างคนสองคนที่มีเลือดเย็นพอๆ กัน แต่วันนี้กลับยอมเปิดเผยแผลเป็นในใจให้อีกฝ่ายได้เห็น
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบอันเปราะบางกำลังโอบกอดคนทั้งคู่ไว้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากระเบียงทางเดินด้านนอก... ฝีเท้าที่ไม่ควรจะย่างกรายมาถึงเขตหวงห้ามของจวนอัครเสนาบดีในยามวิกาลนี้
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด ราวกับรหัสลับที่ใช้สื่อสารกันในกองกำลังเงา และก่อนที่มู่หรงจวิ้นจะทันได้ขยับตัวไปเปิดประตู บานหน้าต่างไม้แกะสลักด้านหลังห้องก็ถูกลมกระโชกแรงพัดกระแทกจนเปิดผาง พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกซัดเข้ามาปักตรึงอยู่บนเสาไม้ด้วยมีดสั้นเล่มเล็ก
บนกระดาษแผ่นนั้น มีลายมือที่จิงถิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี—ลายมือของบิดาผู้ล่วงลับที่เขียนเตือนสติด้วยหมึกสีชาดสดๆ:
*"ลูกสาวตัวดี... เจ้าคิดว่าสามีที่เจ้าฝากชีวิตไว้ ปิดบังความลับอะไรเกี่ยวกับคืนที่มารดาของเจ้าสิ้นใจไว้บ้างล่ะ?"*
หัวใจของหลี่จิงถิงหยุดเต้นไปชั่วขณะ นางหันกลับไปมองหน้ามู่หรงจวิ้นทันที ทว่าในแววตาของบุรุษผู้กุมความลับครึ่งค่อนราชสำนัก กลับปรากฏเงาแห่งความไหววูบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเป็นครั้งแรก!
..................................................
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันหน็บหนาวและอบอุ่นไปพร้อมกับตัวอักษรนี้นะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู*
เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี•ตอนที่ 17
รอยแผลในอดีต
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลซ่อนใจท่านอัครเสนาบดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!