เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่ำเข้ามาใกล้ระเบียงกระจกพร้อมกับเสียงตะโกนโหว่เหวกของริน ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องทำงานของธันวาพุ่งปรี๊ดขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตาเดียว
พายสะดุ้งสุดตัว มือบางที่เมื่อครู่กำลังยื้อ10แย่งแฟ้มเอกสารออกแบบสวนกับสถาปนิกหนุ่มจอมเนี้ยบเผลอชะงักค้างกลางอากาศ ร่างโปร่งบางของนักจัดสวนอิสระผละถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ ทว่าความซุ่มซ่ามกลับเล่นตลกเมื่อส้นรองเท้าผ้าใบดันไปสะดุดเข้ากับมุมพรมเปอร์เซียผืนหนาเข้าอย่างจัง
"อุ๊ย!"
ร่างทั้งร่างเสียหลักหงายหลังวับลงไปเตรียมจะปะทะกับพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมัน ทว่าในจังหวะนรกที่หัวใจแทบจะหยุดเต้นนั้น แขนแกร่งของคนที่ขึ้นชื่อว่าเกลียดความไม่สมบูรณ์แบบและเกลียดความวุ่นวายที่สุดในสามโลก กลับพุ่งเข้ามาควัดเอวบางเข้าอย่างแรงจนแน่นสนิท
แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นด้วยกัน โดยมีร่างหนาของธันวาคร่อมทับอยู่ด้านบน ใบหน้าคมคายที่มักจะบึ้งตึงและเคลือบด้วยความเย่อหยิ่งอยู่เส Stun ไปชั่วขณะ เมื่อปลายจมูกโด่งรั้นของเขาเกือบจะชนเข้ากับแก้มเนียนใสของคนใต้ร่าง ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันและกันทำเอาห้องทำงานทั้งห้องเงียบกริบลงทันที ราวกับโลกใบนี้หยุดหมุนไปชั่วกัปชั่วกัลป์
ดวงตากลมโตของพายเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง หัวใจเต้นโครมครามจนดังทะลุซี่โครง ไม่ใช่เพราะตกใจเรื่องไอ้ตัวแสบที่บุกรุกสวนเมื่อคืนหรอกนะ... แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายต่างหากที่กำลังรัวเร็วจนน่ากลัว
"คุณ..." พายอ้าปากพะงาบๆ สติหลุดลอยไปไกลลิบ สมองขาวโพลนคิดคำพูดจิกกัดไม่ออกสักคำ
ธันวาเองก็แข็งค้างไปไม่ต่างกัน สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบและถือตัวเป็นที่สุด เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า "สติหลุด" ก็ในวินาทีนี้เอง กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ป่าจากตัวของคนใต้ร่างกำลังมอมเมาประสาทสัมผัสของเขาจนรวนเร มือหนาที่ยังคงโอบรอบเอวบางไว้เผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบกวาดมองพินิจริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นอย่างเผลอไผล
"เอ่อ... คือว่า..." เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดมาจากลำคอแห้งผากของธันวา น้ำเสียงที่เคยเฉียบคมและทรงอำนาจหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ กลายเป็นความสั่นพร่าที่เจ้าตัวพยายามควบคุมมันอย่างสุดชีวิต
"นี่! จะกอดอีกนานไหมคะคุณสถาปนิก! ลุกออกไปเลยนะ!" พายได้สติก่อน รีบใช้มือเล็กดันไหล่กว้างสุดแรงเกิด ใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหู ความเขארูปแบบใหม่พุ่งจู่โจมจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
ธันวาไตร่ตรองความรู้สึกตัวเองไม่ทัน เขารีบดีดีดตัวลุกขึ้นยืนปัดเสื้อผ้าตัวเองปัดๆ ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต มุมปากที่มักจะยกยิ้มหยันคนอื่นกลับเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าคมคายหันหนีไปมองทางอื่นเพื่อซ่อนร่องรอยความประหม่าที่ฉายชัดอยู่บนดวงหน้า
ในจังหวะนรกพอดิบพอดีนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลเปิดผวะเข้ามาอย่างแรงโดยริน
"คุณธันวา! คุณพาย! แย่แล้วครับ... คนที่มันทำลายแปลงต้นไม้เมื่อคืน มัน... มันกำลังกลับมาอีกแล้วครับ!"
เสียงหอบแฮกของรินทำลายความเงียบงันชวนใจเต้นระทึกเมื่อครู่ลงราบคาบ รินวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโดยไม่ทันสังเกตบรรยากาศชวนคิดลึกที่เพิ่งคลี่คลายลงไปหมาดๆ
ธันวาปรับสีหน้ากลับมาเป็นโหมดเย็นชาและเคร่งขรึมได้เร็วกว่าแสง แม้ว่าใบหูจะยังแดงแจ๋อยู่ก็ตามที สถาปนิกหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมกริบใส่ผู้ช่วยตัวแสบของพายทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความพิกลพิกลในอก
"นายว่าไงนะ ริน? มันกลับมาอีกเหรอ?" พายรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเพื่อกลบเกลื่อนความกระดากอาย รีบเปลี่ยนโหมดเข้าสู่โหมดจริงจังทันที ดวงตาสวยฉายแวววาวด้วยความโกรธกรุ่น "กล้ามากนะที่เหยียบเข้ามาเหยียบย่ำผลงานฉันเป็นครั้งที่สอง!"
"ใช่ครับคุณพาย! ผมเห็นกับตาตัวเองเลย มันกำลังเดินวนเวียนอยู่แถวซุ้มไม้เลื้อยด้านหลังเซฟเฮาส์ แถมยังถือกระป๋องสีสเปรย์ท่าทางน่ากลัวมากด้วย!" รินละล่ำละลักรายงานพลางชี้ไม้ชี้มือไปทางหน้าต่าง
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดพุ่งพล่านเมื่อพื้นที่ส่วนตัวและการออกแบบอันสมบูรณ์แบบของเขาถูกคุกคามซ้ำสอง ร่างสูงก้าวฉับๆ ไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบไฟฉายแรงสูงเนื้อดีขึ้นมาทันที
"อยู่เฉยๆ แล้วตามมา" ธันวาเอራเสียงเข้ม พลางเหลือบสายตากลับมามองพายแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย ทั้งห่วงกลัวว่าจะเกิดอันตรายและทั้งเขินอายกับเหตุการณ์เมื่อครู่จนแทบไม่อยากสบตาตรงๆ
"ไม่ต้องมาสั่ง ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะคะคุณธันวา!" พายเชิดหน้าใส่ไม่ยอมแพ้ คว้ากรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ด้ามยาวที่วางอยู่มุมห้องมาถือไว้ป้องกันตัวเป็นอาวุธคู่กายทันที
ทั้งสามคนก้าวเดินย่องออกจากห้องทำงานอย่างเงียบเชียบ ลัดเลาะลงมาตามบันไดเวียนจนถึงชั้นล่างที่เชื่อมต่อกับสวนด้านนอก บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ ที่ควรจะร่มรื่นกลับปกคลุมไปด้วยความตึงเครียด เงาดำของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวไหวตามแรงลม เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังย่ำบนกรวดหินดังแกรกกราดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ธันวาขยับตัวเข้ามาบังหน้าพายไว้โดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดจนพายแอบชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยที่เพิ่งสงบลงกลับมาเต้นระรัวในจังหวะที่ไม่เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
พวกเขาก้าวพ้นมุมตึกกระจกออกมาเผชิญหน้ากับสวนหย่อมด้านหลัง ธันวาส่องไฟฉายแรงสูงพุ่งตรงไปยังเป้าหมายทันที ลำแสงสีขาวจ้าแหวกความสลัวเข้าไปกระทบกับร่างของใครคนหนึ่งที่กำลังเงื้อง่ากระป๋องสเปรย์เตรียมจะพ่นใส่ผนังปูนเปลือยที่เพิ่งทาสีใหม่เสร็จ
"เฮ้ย! แกทำบ้าอะไรวะ!" ธันวาตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงทรงพลังจนร่างนั้นสะดุ้งสุดตัว
คนร้ายหันขวับกลับมาเผชิญหน้า แสงไฟฉายสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มๆ จนต้องยกมือขึ้นมาบังตา และในวินาทีที่เงาดำนั้นยอมหันกลับมามองตรงๆ นั่นเอง ธันวา พาย และรินต่างก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เพราะคนร้ายที่บุกรุกและทำลายข้าวของในเซฟเฮาส์แห่งนี้... กลับไม่ใช่คนแปลกหน้าจากที่ไหนเลย
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิ้นและฟินไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชอบความละมุนปนแซ่บในตอนนี้ แล้วไปลุ้นต่อในตอนหน้าด้วยกันค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 11
จังหวะนรกของหัวใจ
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!