กองเอกสารบนโต๊ะทำงานของธันวาไม่ได้ระộcเกะระระเหมือนออฟฟิศทั่วไป แต่มันถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบด้วยองศาที่แม่นยำรา3วกับใช้ไม้บรรทัดวัด แม้ว่าในความเป็นจริง โปรเจกต์รีโนเวทคอมเพล็กซ์ยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งพังไม่เป็นท่าเมื่อวาน จะควรทำให้เจ้าของโปรเจกต์หัวหมุนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปแล้ว
แต่ผู้ชายคนนี้... กลับนั่งไขว่ห้าง จิบกาแฟดำสนิทอย่างไร้รสชาติ และมองหน้าฉันด้วยสายตานิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน
“มองอะไรอีกคุณพาย หรือกลัวว่าค่าตัวนักจัดสวนอิสระอย่างคุณจะปลิวหายไปกับซากปูนซีเมนต์ที่ถล่มลงมาล่ะคะ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้แววเดือดร้อน เป็นน้ำเสียงที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาในรอบปี ธันวาไม่ได้ดูเดือดร้อนเรื่องงานเลยแม้แต่นิดเดียว... เหมือนกับว่าเรื่องพังทลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เขาคำนวณไว้แล้วตั้งแต่วันแรกที่ดึงฉันเข้ามาในวงจรชีวิตของเขา
ฉันกอดอก จ้องเขากลับด้วยสายตาที่ไม่ยอมแพ้เช่นกัน “ฉันไม่ได้กลัวเรื่องเงินค่ะคุณธันวา แต่ฉันกำลังสงสัยว่าสมองของคุณประมวลผลความหายนะยังไง ถึงได้นั่งทำหน้าตายเซ่อซ่าอยู่แบบนี้ งานพัง กองบกพร่องเพียบ แถมชื่อเสียงที่คุณสะสมมาทั้งชีวิตกำลังจะกลายเป็นเศษขยะ แต่คุณกลับ... มานั่งจิบกาแฟทำเท่เนี่ยนะ?”
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะที่เห็นแล้วชวนให้อยากเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้าเขาสักทีสองที
“ใครบอกว่าผมไม่เดือดร้อนล่ะคะ... หรือคุณคิดว่าความเงียบของผม แปลว่าผมไม่รู้สึกอะไรเลย?” เขาววางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนน่าอึดอัด
ฉันชะงักไปนิด ไดอะล็อกและท่าทีนิ่งขรึมของเขาเริ่มทำให้ความมั่นใจของฉันสั่นคลอน
“แล้วคุณรู้สึกอะไรล่ะคะ? ในเมื่อคุณเล่นซ่อนหาทุกอย่างไว้ข้างหลังรอยยิ้มเย็นชาพวกนั้น ฉันเป็นแค่คนนอกที่ถูกดึงเข้ามาพัวพัน แต่คุณต่างหาก... ธันวา โปรเจกต์นั้นมันไม่ใช่แค่ตึก แต่มันคือตัวคุณไม่ใช่หรือไง” ฉันเผลอพลั้งปากพูดออกไปตามสัญชาตญาณความรู้สึกบางอย่างที่สะกิดใจตั้งแต่เมื่อวาน
ห้องทำงานสถาปตกกรรมขนาดใหญ่กลับเงียบสนิทลงในทันที มีเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานเบาๆ
ธันวาไม่ได้ตอกกลับด้วยวาจาเชือดเฉือนเหมือนทุกที ดวงตาคมกริบคู่นั้นหลุบต่ำลงมองโต๊ะทำงาน ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่กรอบรูปเก่าๆ ขอบไม้สีเข้มที่คว่ำหน้าอยู่ริมโต๊ะ—กรอบรูปที่ฉันสังเกตเห็นมาหลายวันแต่มันไม่เคยหงายขึ้นมาเลยสักครั้ง
มือหนาเอื้อมไปแตะกรอบรูปนั้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามขอบไม้อย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะแตกสลายคามือ แววตาของสถาปนิกจอมเนี้ยบผู้หยิ่งผยองและปากร้ายคนเดิมเมื่อครู่... พังทลายลงในเสี้ยววินาที
“คุณอยากรู้เหรอคะว่าโปรเจกต์แรกในชีวิตของผมมันหน้าตาเป็นยังไง” เสียงของเขาเบาราวกับกระซิบ แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของฉันอย่างประหลาด
ธันวากลับด้านกรอบรูปนั้นขึ้นมา ภาพถ่ายใบเก่าสีซีดปรากฏแก่สายตา มันคือภาพสเก็ตช์ลายเส้นมือของตึกทรงแปลกตา ตึกที่เต็มไปด้วยความโค้งเว้าและสวนลอยฟ้าที่ดูหลุดโลก... ซึ่งหน้าตาของมัน ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสไตล์การจัดสวนบ้าบิ่นของฉันไม่มีผิด!
ฉันเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ “นี่มัน... ภาพสเก็ตช์ของคุณเหรอคะ? แล้วทำไมสไตล์มันถึง...”
“เพราะนี่คือโปรเจกต์แรกเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ผมยังเป็นแค่นักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ที่เต็มไปด้วยความฝันโง่ๆ ว่าอยากสร้างตึกที่หายใจได้ อยากให้สถาปัตยกรรมกับธรรมชาติกอดรัดกันแน่นที่สุด” ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความขมขื่นลึกซึ้งจนฉันสัมผัสได้
เขาหันมามองหน้าฉัน ดวงตาคมคู่นั้นไหวระริกอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่แววตาของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ แต่มันคือแววตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งถูกพรากของรักไปต่อหน้าต่อตา
“แต่ความจริงมันไม่ได้สวยงามแบบในกระดาษหรอกค่ะคุณพาย... ตึกหลังแรกในชีวิตของผม ถูกสั่งทุบทิ้งตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เหตุผลเหรอคะ? เพราะมัน ‘ประหลาดเกินไป’ และ ‘ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน’ ของพวกนักลงทุนหน้าเลือด” ธันวาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น “พวกเขาย่ำยีผลงานชิ้นแรกของผม หยิบมันโยนลงถังขยะ และหัวเราะเยาะว่าไอเดียของผมมันเป็นได้แค่ขยะเปียก”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัดจากการปะทะคารม หากแต่มันคือความเจ็บปวดที่อบอวลอยู่รอบตัว จนฉันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
มือเรียวที่กอดอกอยู่เมื่อครู่คลายออกโดยไม่รู้ตัว ฉันมองหน้าผู้ชายที่มักจะสร้างกำแพงเหล็กกล้าห่อหุ้มตัวเองไว้ตลอดเวลา เพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่า ทำไมเขาถึงกลายเป็นคนเจ้าระเบียบ บ้างาน และไม่ยอมให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิตแม้แต่มิลลิเมตรเดียว... เพราะเขาเคยเจ็บปวดเจียนตายจากการที่ "ความไม่สมบูรณ์แบบ" ถูกทำลายอย่างไร้ความปรานีมาแล้ว
“แล้ว... แล้วทำไมคุณถึงยอมเอาโปรเจกต์คอมเพล็กซ์นี้มาให้ฉันทำสวนแบบเสี่ยงตายล่ะคะ?” เสียงของฉันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกแสบร้อนผ่าวอย่างน่าประหลาด
“เพราะผมไม่อยากยอมแพ้ค่ะ” ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน แววตาคู่นั้นฉายความดื้อรั้นและประกายไฟที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “และเพราะ... ผมบังเอิญไปเห็นงานของคุณในนิทรรศการเล็กๆ เมื่อปีก่อน งานที่ไม่มีใครมองเห็น แต่มันมีจิตวิญญาณแบบเดียวกันกับที่ผมเคยมีเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว”
หัวใจของฉันกระหน่ำเต้นโครมครามจนดังทะลุกรอบอก คำพูดเรียบๆ ของเขาไม่ได้หวานเลี่ยน แต่กลับทรงพลังและกัดกินลึกลงไปในใจจนต่อต้านไม่ไหว
ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาใกล้ฉันทีละก้าว ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาจนใบหน้าของเราห่างกันเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มของฉัน กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นกาแฟจางๆ ยิ่งทำให้สติกระเจิดกระเจิง
“คุณพายคะ... คุณคือคนเดียวในโลกที่มองเห็นความบ้าคลั่งในหัวของผม โดยที่เราไม่ต้องอธิบายอะไรเลยด้วยซ้ำ” นิ้วเรียวของเขาเอื้อมมาแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มฉันแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนก แต่กลับร้อนผ่าวราวจับเหล็กแดง
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลคำพูดและบรรยากาศรอบตัวไม่ทัน ร่างกายแข็งทื่อ ขยับหนีไปไหนไม่ได้เมื่อสายตาคมกริบของเขาดึงดูดให้จมดิ่งลงไป
ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำและระยะห่างระหว่างเรากำลังจะลดลงจนหมดสิ้น...
*ปัง!*
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะเตือน รินพรวดพรากเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด
“พี่ธันวา! คุณพาย! แย่แล้วค่ะ! ตอนนี้ในโลกออนไลน์... คลิปวิดีโอซากตึกถล่มเมื่อวานถูกตัดต่อใส่ร้ายว่าเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบโครงสร้างของบริษัทเรา แถมสำนักข่าวใหญ่กำลังไลฟ์สดอยู่หน้าออฟฟิศเราตอนนี้เลยค่ะ!”
ขอบคุณที่แวะมาสัมผัสหัวใจที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงเหล็กของนายสถาปนิกคนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - ตุ๊กตาโบราณ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 7
มุมที่เขาไม่เคยเผย
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!