เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 18

คนปากร้ายที่คอยเป็นห่วง

ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
"เซ็นตรงนี้เสียเถอะครับคุณสถาปนิก เอกสารอายัติพื้นที่ชิ้นนี้ จะได้ไม่ต้องทำให้โครงการพันล้านของคุณต้องกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่ากลางไซต์งาน" น้ำเสียงเย้ยหยันของ 'เสี่ยชัย' ผู้รับเหมาช่วงจอมเจ้าเล่ห์ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดที่หน้าสำนักงานชั่วคราว รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู ขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลยืนถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลรอคำตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย พายสูดหายใจเข้าลึก ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ ดวงตากลมโตตวัดมองเอกสารตราครุฑสลับกับใบหน้ายโสของผู้รับเหมาที่จงใจเล่นตุกติกเรื่องงวดงาน เพื่อบีบให้ธันวาต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขอันไม่เป็นธรรม แต่ก่อนที่พายจะได้สวนกลับด้วยประโยคแสบสันต์ตามสไตล์ มือหนาของคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าก็ยกขึ้นขวางไว้ "เอกสารฉบับนี้... ผมไม่เซ็น" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยือกจนน่าขนลุก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยหางตา ราวกับมันเป็นเพียงกระดาษชำระราคาถูก ไร้ค่าที่จะเสียเวลาจรดปลายปากกา "คุณธันวา! อย่ามาทำเป็นปากดีหน่อยเลย ศาลเขามีคำสั่งลงมาแล้วนะ ถ้าไม่อยากให้โปรเจกต์นี้พังคามือ ก็รีบๆ เซ็นรับทราบซะ!" เสี่ยชัยขึ้นเสียงด้วยความหัวเสีย เมื่อเจอท่าทีสุขุมจนน่าหมั่นไส้ของสถาปนิกหนุ่มจอมเนี้ยบ "เชิญฟ้องตามกระบวนการของกฎหมายได้เลยครับ..." ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าประชิดร่างท้วมของผู้รับเหมาจนอีกฝ่ายต้องผถดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ "ส่วนเรื่องตุกติกที่คุณทำไว้กับสندงาน... ผมรวบรวมหลักฐานส่งให้ทนายบริษัทเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว หวังว่าเงินชดเชยหลักสิบล้าน จะพอให้คุณเอาไปใช้ในเรือนจำอย่างสบายใจนะครับ" สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของเสี่ยชัยก็ถอดสีจากแดงก่ำกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา เจ้าหน้าที่ศาลที่ยืนอยู่ข้างๆ เปิดดูเอกสารบางอย่างในมือเพิ่มเติม ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ธันวาเล็กน้อยเชิงรับทราบสถานการณ์ที่แท้จริง "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว... เชิญกลับครับ ประตูทางออกอยู่ข้างหลัง" ธันวาผายมือไล่อย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะดึงแขนพายให้เดินเลี่ยงเข้า10ห้องทำงานส่วนตัวทันที ทิ้งให้ผู้รับเหมาจอมเจ้าเล่ห์ยืนกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองอยู่ตรงนั้น ปัง! ทันทีที่ประตูกระจกถูกปิดลงและล็อกกลอนเรียบร้อย พายก็สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมทันที แม้ในใจจะแอบทึ่งกับความใจนิ่งของอีกฝ่าย แต่ความพยศส่วนตัวก็ยังทำให้ริมฝีปากบางต้องเอ่ยแซะตามนิสัย "เก๊กจังนะคะคุณสถาปนิก เมื่อกี้ถ้าหน้าซีดกว่านี้อีกนิด ฉันคงนึกว่าคุณจะยอมก้มหัวให้เขาซะแล้ว" พายกอดอกเชิดหน้าขึ้น มองอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย ธันวาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางกระแทกไว้บนโต๊ะทำงานอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวคนปากเก่งจนพายต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือ เสียงถอนหายใจยาวเหยียดหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักหนาที่เม้มเข้าหากันแน่น "ถ้าเธอไม่เข้ามาจุ้นจ้านตั้งแต่แรก ปัญหาพวกนี้คงไม่ลุกลามใหญ่โตจนฉันต้องมาตามแก้หรอกนะพาย" ธันวาเอ็ดเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มดุจนายพรานจ้องมองเจ้ากวางน้อยที่ยังคงทำลอยหน้าลอยตา "รู้ไหมว่าการที่เธอเดินไปหาเรื่องเขาถึงไซต์งานเมื่อวาน มันทำให้เราตกเป็นเบี้ยล่าง" "อ้าว! กลายเป็นความผิดฉันซะงั้น?" พายสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ "ก็ผู้รับเหมาเวรนั่นมันโกงค่าวัสดุจัดสวนของฉันก่อนไหมล่ะคะ จะให้ฉันยืนมองมันลอยนวลอยู่เฉยๆ หรือไง ฉันไม่ใช่พวกยอมให้ใครเอาเปรียบฟรีๆ หรอกนะ!" "แต่เธอไม่มีอำนาจพอที่จะไปต่อรองกับคนพวกนั้นโดยลำพัง!" ธันวาเผลอตะคอกใส่เสียงดังด้วยความหงุดหงิดที่ระคนความเป็นห่วงจนล้นปรี่ มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นก้ำกึ่งจะคว้าจับไหล่บางแต่ก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศ "ถ้าเกิดมันทำร้ายเธอขึ้นมา... เธอคิดว่าฉันจะ..." ประโยคท้ายขาดหายไปในลำคอ เมื่อธันวาเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดคำพูดที่เผยความรู้สึกข้างในออกมามากเกินไป แววตาคมกริบไหววูบลงชั่วขณะ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกร้อนรนที่กำลังตีรวนอยู่ในอก พายชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นประกายความห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้น บรรยากาศรอบตัวเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ความซึนเดระของพ่อหนุ่มสถาปนิกจอมเนี้ยบคนนี้ มักจะมีวิธีทำให้คนฟังใจสั่นได้ทุกทีสิน่า "เป็นห่วงฉันก็บอกมาตรงๆ เถอะค่ะ..." พายกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่เริ่มลามเลียไปทั่วพวงแก้ม "ทำเป็นฟอร์มจัด ดุอยู่ได้" "ใครเป็นห่วงเธอ อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยพาย" ธันวาหันกลับมาแก้ตัวเสียงแข็ง ใบหูแดงก่ำที่ตัดกับผิวขาวจัดนั้นฟ้องความจริงยิ่งกว่าคำพูดใดๆ "ฉันแค่ไม่อยากมีปัญหาภาระผูกพันเพิ่มก็เท่านั้นแหละ" "ปากแข็งเสียจริงนะคะระวังเถอะ..." ครืน... ซ่า! เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะการต่อปากต่อคำของทั้งคู่ ตามมาด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้าถล่มในชั่วพริบตา แสงไฟในสำนักงานกะพริบไหวอยู่สองสามครั้งก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสลัว "ไฟดับอีก?" พายอุทานเบาๆ หันรีหันขวางในความมืด "ฝนตกหนักขนาดนี้ หม้อแปลงแถวนี้คงระเบิดอีกรอบ" ธันวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ คว,มาหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดไฟฉาย "เดี๋ยวฉันพาออกไปส่งที่รถ ทางนี้เริ่มน้ำท่วมขังแล้ว ออกไปช้าอาจจะออกถนนใหญ่ไม่ได้" สถาปนิกหนุ่มตัดสินใจควกุญแจรถและร่มคันใหญ่ออกมา โดยไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือบางของพายให้เดินตามมาติดๆ ท่ามกลางความมืดมิดของสำนักงานที่เงียบสงัด รถยนต์คันหรูสีดำขลับเคลื่อนตัวออกจากไซต์งานท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างไม่ขาดสาย แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องฝ่าม่านน้ำที่หนาทึบ บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบงัน มีเพียงเสียงน้ำฝนกระทบหลังคาและเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามเบาๆ พายคอยเหลือบมองคนขับเป็นระยะ ธันวายังคงรักษามาดขรึม มือใหญ่จับพวงมาลัยมั่น สายตาเพ่งมองถนนเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง แต่ทว่า... รถคันหรูที่ดูแลรักษาอย่างดีกลับส่งเสียงแปลกประหลาดออกมาจากห้องเครื่อง แควก... ปรื๊ด! ไฟหน้าจอดับวูบ กลิ่นไหม้จางๆ ลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องโดยสาร ตัวรถกระตุกอย่างแรงสองสามครั้งก่อนจะจอดสงบนิ่งสนิทอยู่ริมถนนเปลี่ยวที่แทบไม่มีรถวิ่งผ่านในยามวิกาลเช่นนี้ "อะไรเนี่ย..." พายอุทานด้วยความตกใจ ธันวาขมวดคิ้วมุ่น รีบกดไฟฉุกเฉินและลองสตาร์ทเครื่องใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงแก๊กๆ ที่ไร้การตอบสนองจากเครื่องยนต์ "เวรเอ้ย..." ธันวาพึมพำสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย เขาหันมามองคนข้างกายที่นั่งหน้าซีดอยู่บนเบาะโดยสาร "รถพาย... หม้อน้ำคงแตกเพราะลุยน้ำขังเมื่อกี้" "แล้วทำไงล่ะคะทีนี้ ฝนก็ตก มืดก็มืด โทรศัพท์ฉันแบตก็ดันหมดเกลี้ยงอีก!" พายโวยวายด้วยความหงุดหงิดพลางควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า ธันวาไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากดปลดล็อกประตู คว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีดำของตัวเองคลุมศีรษะแล้ววิ่งฝ่าสายฝนอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่พาย นั่ง ก่อนจะยื่นร่มคันใหญ่ออกไปบังให้ "ลงมา" สั่งสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ลงไปไหนคะ เปียกหมดพอดี!" "ลงมาเถอะน่า ไม่งั้นเธอได้ติดแหงกอยู่บนรถจนเช้าแน่" ธันวาไม่รอช้า ยื่นมือหนาเข้าไปดึงข้อมือบางให้ก้าวลงมาจากตัวรถ แรงดึงนั้นทำให้ร่างของพายเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของอีกฝ่ายอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นไอฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนหัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ ธันวากางร่มบังละอองฝนให้จนตัวเขาเองเปียกชุ่มไปซีกหนึ่ง ทั้งสองคนต้องรีบวิ่งมาหลบอยู่ใต้เพิงพักรถประจำทางที่มืดสนิทและร้างผู้คนริมทางหลวง ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบพื้นถนนรอบด้าน ธันวายืนหายใจหอบเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาบังลมหนาวให้พายโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้แค่เอื้อมจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ดวงตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่มจ้องมองเข้ามาในดวงตาของคนตัวเล็กนิ่งนาน แววตานั้นไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด มีเพียงความอ่อนโยนบางเบาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุ "หนาวไหม..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามแผ่วเบา ท่ามกลางความมืดที่โอบล้อมรอบกาย พายชะงักงัน หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเจอวิกฤตอายัติไซต์งานเสียอีก ร่างกายที่เปียกปอนเริ่มสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของคนตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวอย่างน่าประหลาด "ถ้าฉันบอกว่าหนาว... คุณจะทำยังไงล่ะคะ?" พายเงยหน้าขึ้นสบตา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบากว่าปกติ หัวใจแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความรู้สึกที่กำลังจะขาดผึ่ง ธันวาไม่ตอบคำอธิบายใดๆ มือหนาเอื้อมออกไปโอบไหล่บางเข้ามาแนบชิดติดกับอกแกร่งเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นให้ ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง และในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำนั้นเอง... แสงไฟจากรถสปอร์ตคันหรูคันหนึ่งก็พุ่งสาดเข้ามาจอดเทียบท่าตรงหน้าเพิงพักรถอย่างกะทันหัน พร้อมกับกระจกฝั่งคนขับที่เลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในเวลานี้! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ตุ๊กตาโบราณ"เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%