ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 10

รอยร้าวในความสัมพันธ์

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
กลิ่นดินปืนที่อบอวลอยู่ในอากาศช่างบาดลึกและเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าความตาย รินรดานั่งนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเยียบของระเบียงทางเดิน สองมือของเธอกุมหน้าอกแน่น หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากร่าง ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อเสียงปืนที่เพิ่งแผดก้อง แต่เป็นเพราะแววตาของคินทร์ที่มองมาที่เธอในวินาทีนี้... มันช่างว่างเปล่าและห่างเหิน ราวกับเขากำลังมองคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จัก "คุณทำอะไรลงไป..." รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่า หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงหล่นลงบนหลังมือ คินทร์ยืนนิ่ง มือที่ถือปืนสั่นเทาเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้หันไปมองร่างของชายชุดดำที่ล้มฟุบอยู่ตรงมุมมืด แต่ดวงตาคมกริบนั้นจับจ้องเพียงใบหน้าที่ซีดเผือดของหญิงสาวตรงหน้า เขาขยับปากจะพูดบางอย่าง ทว่าความเงียบงันกลับก่อตัวขึ้นราวกับกำแพงแก้วที่ไม่มีวันทลายลงได้ เขาเก็บปืนเข้าที่ข้างเอวอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันหลังให้เธอ "กลับไปซะ ริน" เสียงของเขาเรียบสนิทจนน่าใจหาย "ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอ" "คนอย่างฉัน?" รินรดาแค่นยิ้มทั้งน้ำตา เธอพยายามพยุงตัวขึ้นยืนด้วยขาที่อ่อนแรง "สิบปีที่เราเป็นเพื่อนกันมา มันไม่มีค่าพอที่จะให้คุณอธิบายอะไรเลยหรือไงครับคินทร์? หรือที่ผ่านมา... ทุกอย่างมันเป็นแค่ละครที่คุณเล่นให้ฉันตายใจ?" คินทร์ชะงักฝีเท้า เขาไม่ได้หันกลับมามอง ความสับสนฉายชัดอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย็นชาตามนิสัยที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง "ถ้าการเป็นเพื่อนกันมันทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ก็ถือเสียว่าเราเลิกเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนนี้เถอะ" คำพูดนั้นกรีดลงบนหัวใจของรินรดาอย่างแม่นยำ มันเจ็บปวดกว่ากระสุนนัดไหนๆ ที่เธอเคยจินตนาการไว้ ความเงียบงันเริ่มแผ่ขยายเข้าครอบงำพื้นที่ตรงนั้น ความกดดันมหาศาลทำให้บรรยากาศรอบตัวดูหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก ไม่กี่นาทีต่อมา มินตราก้าวเข้ามาจากเงามืดของทางเดิน เธอเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่เย็นเยียบ มินตราไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่เดินเข้าไปประคองรินรดาที่กำลังยืนโงนเงน ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับแผ่นหลังกว้างของคินทร์ "นายทำลายทุกอย่างที่เธอสร้างมาตลอดสิบปีเพียงเพราะความกลัวของตัวเองน่ะเหรอ คินทร์?" มินตราถาม น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสมเพช "นายคิดว่าการผลักไสเธอออกไปคือการปกป้องเหรอ? ไม่หรอก... นายแค่กำลังทำลายสิ่งเดียวที่บริสุทธิ์ที่สุดในชีวิตนายต่างหาก" คินทร์ไม่ตอบ เขาเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กัดกินหัวใจของรินรดาให้พังทลายลงเรื่อยๆ --- หลายวันผ่านไป... บรรยากาศในอพาร์ตเมนต์ของรินรดายังคงถูกปกคลุมด้วยความอ้างว้าง แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นภาพรินรดานั่งจ้องมองโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีแม้แต่ข้อความแจ้งเตือน ความเงียบงันในห้องไม่ได้เป็นเพียงความเงียบ แต่เป็นความว่างเปล่าที่คินทร์ทิ้งไว้ให้เธอ มินตราที่นั่งอยู่บนโซฟาถอนหายใจยาว "เขาไม่ติดต่อมาเลยสินะ?" รินรดาไม่ตอบ เธอทำเพียงแค่นอนตะแคงกอดหมอนใบเดิมที่เคยมีกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมผู้ชายคนนั้นหลงเหลืออยู่ เธอหลับตาลง พยายามลบภาพจำของเหตุการณ์คืนนั้นออกไป แต่ยิ่งพยายาม ความทรงจำกลับยิ่งแจ่มชัด "ริน... ถ้าเขาเลือกที่จะไป นายก็ควรปล่อยเขาไป" มินตราเอ่ยด้วยความหวังดี "บางคนเกิดมาเพื่อเป็นบทเรียน ไม่ใช่คู่ชีวิต" "มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกมิน" รินรดาพูดเบาๆ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด "คนเราจะให้ลืมคนที่เป็นลมหายใจเข้าออกตลอดสิบปีได้ยังไง... ต่อให้เขาใจร้ายแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่ฉันหลับตา ฉันยังเห็นแววตาที่เขาเคยมองฉันก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเสมอ" รอยร้าวในความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันคือการจงใจสร้างขึ้นโดยคินทร์ เพื่อให้ตัวเองได้เดินในเส้นทางที่อันตรายโดยไม่ต้องมีพันธนาการที่เรียกว่า 'ความรัก' มาฉุดรั้ง ทว่าในตอนที่ความหวังของรินรดากำลังจะมอดดับลง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นในยามวิกาลจวนเจียนจะรุ่งสาง รินรดาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ มินตราที่นั่งเฝ้าอยู่ขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยความระแวดระวัง "ใครกัน?" มินตราพึมพำ รินรดาเดินไปที่ประตูด้วยความรู้สึกประหลาดที่บอกไม่ถูก หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เธอค่อยๆ ส่องดูผ่านช่องตาแมว ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนพิงผนังอยู่ตรงโถงทางเดิน ในมือของเขามีจดหมายซองสีขาวที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดจางๆ รินรดาปลดล็อกกลอนประตู มือที่สั่นเทาเปิดประตูออกช้าๆ คินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น สภาพของเขามิดเมินและอิดโรยกว่าที่เธอเคยเห็น ดวงตาที่เคยคมกริบดูเลื่อนลอยและอ่อนล้าอย่างหนัก เขาพยายามจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับกลายเป็นเพียงเสียงหอบหายใจติดขัด "คินทร์..." รินรดาร้องเรียกด้วยความตกใจ เขาทรุดตัวลงต่อหน้าเธอในทันที ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มพับลงมาในอ้อมแขนของเธออย่างหมดแรง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของรินรดาต้องหยุดเต้น "อย่า... อย่าเชื่อในสิ่งที่เธอเห็น... มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด... ริน... ช่วยฉันด้วย..." ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรต่อ คินทร์ก็หมดสติไปในวงแขนของเธอ ขณะเดียวกัน มินตราที่มองผ่านไหล่ของรินรดาออกไปที่ทางเดินก็ต้องชะงักค้าง เมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนแฝงตัวอยู่ในเงามืดของมุมตึก... คนคนนั้นจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบราวกับกำลังรอคอยเวลาที่ความลับทั้งหมดจะถูกเปิดเผย ผมหวังว่าบทนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกที่บีบคั้นของตัวละครให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่งดงามนะครับ และสัญญาว่าจะพาไปพบกับคำตอบที่ทุกคนรอคอยในตอนต่อไปครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%