"ถ้าเรายังเดินตามหลังกันอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่รินถึงจะมองเห็นทางที่คินอยากให้ไปล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องสมุดเก่าแก่ ทำให้รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ หญิงสาวชะงักฝีมือที่กำลังจัดเรียงหนังสือปกหนังเข้าชั้น ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับสันกระดาษเก่าคร่ำคร่า ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้กลิ่นกายจางๆ ของคินทร์—กลิ่นฝนผสมกับกระดาษสะอาดที่เธอคุ้นเคยมานานกว่าทศวรรษ—ลอยวนอยู่รอบตัว จนพื้นที่แคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือดูราวกับจะหดแคบลงไปทุกที
รินรดาไม่กล้าหันไปเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่มักซ่อนความลับมากมายไว้เบื้องหลังความนิ่งสงบ เธอเลือกที่จะก้มมองพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมัน พยายามรักษาเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
"คินพูดเรื่องอะไรคะ... เอ่อ, หมายถึง คินพูดเรื่องอะไรครับ" เธอเผลอหลุดคำพูดติดปาก จนต้องรีบแก้คำลงท้ายอย่างลิบลับ คินทร์ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่รินรดารู้ดีว่ามันซ่อนความอ่อนโยนไว้มากกว่าที่เจ้าตัวยอมแสดงออก
"รินเปลี่ยนสรรพนามบ่อยจังนะครับช่วงนี้... หรือว่ากำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า"
คินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างที่เคยปลอดภัยถูกรุกรานด้วยความตั้งใจ ชายหนุ่มไม่ได้แตะต้องตัวเธอ แต่ความกดอากาศที่เปลี่ยนไปรอบตัวเขากลับทำให้หัวใจของรินรดาสั่นไหวรุนแรง เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่บทสนทนาอันคลุมเครือในคืนฝนตกวันนั้น โลกใบเดิมที่เธอกลั้นใจอยู่มาตลอดสิบปีเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ความกลัวที่จะสูญเสียสถานะ "เพื่อนสนิท" ทำให้รินรดากำลังถอยหลังทีละก้าว... แต่คินทร์กลับเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้
ไม่ใช่การฉุดกระชาก แต่เป็นการจับที่มั่นคง นุ่มนวล และเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่เธอไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน
"ไปกับผมหน่อยนะครับ" คินทร์เอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาคมกริบมองลึกลงมาในดวงตาของเธอ "ไปที่ที่เราเคยไปด้วยกัน... ที่เดิม ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองข้อมือตัวเองที่ถูกกุมไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อตรงดิ่งเข้าสู่หัวใจ ความคิดหนึ่งร้องเตือนว่าเธอควรสะบัดมือออกแล้วเดินหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ความหวังลมๆ แล้งๆ จะทำให้เธอกลายเป็นคนโลภที่อยากได้มากกว่าความเป็นเพื่อน แต่ทว่า... ความอ่อนแอในก้นบึ้งของหัวใจกลับพ่ายแพ้ให้กับความโหยหาอย่างง่ายดาย
สิบปีที่เธอเฝ้ารอคอยเศษเสี้ยวความใส่ใจ สิบปีที่เธอท่องจำไว้เสมอว่าเส้นแบ่งเขตคือที่ใด วันนี้ผู้ชายคนเดิมกำลังเป็นคนขีดเส้นนั้นทิ้งด้วยมือของเขาเอง
"ทำไมต้องเป็นวันนี้ล่ะคิน" รินรดาถามเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำลายช่วงเวลานี้ให้แตกสลาย "รินมีงานที่ต้องเคลียร์ต่อ..."
"เพราะวันนี้คือวันที่โลกของผมมันหมุนช้าลงกว่าเดิมครับริน" คินทร์ขัดขึ้น น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท แต่แฝงด้วยความจริงจังที่ทำให้รินรดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง "และผมอยากให้มันหมุนไปพร้อมกับริน... เหมือนเมื่อก่อน"
รถเก๋งคันสีดำสนิทเคลื่อนตัวผ่านท้องถนนในยามบ่ายที่แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากวิทยุคลื่นโปรดที่พวกเขามักเปิดฟังด้วยกันเสมอเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน รินรดานั่งทอดสายออกไปนอกหน้าต่าง มองดูตึกรามบ้านช่องที่ผ่านเลยไป จุดหมายปลายทางไม่ใช่ที่ไหนไกล แต่เป็นสวนสาธารณะริมบึงน้ำขนาดใหญ่ สถานที่ที่พวกเขาสองคนเคยปั่นจักรยานด้วยกันครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง
เมื่อรถจอดสนิท คินทร์เป็นฝ่ายเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้เธอก่อนจะยื่นร่มพับสีเข้มให้ "แดดร่มลมตกแล้วก็จริง แต่พกร่มไว้ก็อุ่นใจดีครับ เหมือนกับ..." เขาเว้นวรรคไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ "เหมือนกับที่ผมมักจะคอยอยู่ข้างๆ รินเสมอนั่นแหละครับ"
รินรด้ารับร่มมาถือไว้ รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม เธอก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มและอาการใจเต้นระรัวไว้ใต้ปีกหมวกแกใบเก่ง ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินอิฐบล็อกที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ใบไม้สีเขียวขจีส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ ยามเมื่อสายลมพัดโชยเข้ามาปะทะผิวกาย กลิ่นอายของความทรงจำเก่าๆ หลั่งไหลย้อนกลับมาท่วมท้นหัวใจ
"จำได้ไหมครับ ตรงม้านั่งตัวนั้น... ที่เราเคยนั่งกินไอศกรีมแล้วรินทำหกใส่เสื้อผมจนเป็นด่างดวงไปหมด" คินทร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังม้านั่งไม้ตัวยาวใต้ร่มเงาของต้นประดู่
รินรดาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่จริงใจที่สุดในรอบหลายเดือน "จำได้สิคะ... ตอนนั้นคินทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่ารินให้ตายคาที่เลยด้วยซ้ำ แถมยังบ่นว่าเสื้อตัวนั้นราคาแพงที่สุดในตู้ตั้งสามวันสามคืน"
"ผมไม่ได้เสียดายเสื้อหรอกครับ..." คินทร์หยุดเดิน ปฏิเสธเสียงทุ้มพร้อมกับหันมามองเธอเต็มตา รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มจางหายไป เหลือเพียงแววตาที่ลึกล้ำและเต็มไปด้วยความหมายบางอย่างที่รินรดาไม่กล้าตีความ "แต่ผมกลัวว่าวันนั้น... รินจะรำคาญผมจนไม่อยากมาเดินข้างๆ กันอีกมากกว่า"
รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำหนักมหาศาลนั้นกระแทกเข้ากลางใจจนเธอพูดไม่ออก เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนเงาของเธอลงไปอย่างชัดเจน ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างพวกเขาทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงนกกระจอกบินกลับรังและเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ประสานกันในระยะประชิด
"คิน..." รินรดาเอמהเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "ทำไมวันนี้คินถึงพูดจาแปลกๆ ล่ะคะ"
"ผมไม่ได้พูดแปลกหรอกครับริน... ผมแค่ออกเดินทางมาไกลเกินกว่าจะเดินกลับไปจุดเริ่มต้นได้แล้ว" คินทร์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกก้าว ปลายรองเท้าของเขากับเธอแทบจะชิดติดกัน มือหนายื่นออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกลงข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ทะนุถนอมนั้นทำให้รินรคารู้สึกราวกับร่างกายกลายเป็นหิน ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย "ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมพยายามบอกตัวเองมาตลอดว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน... เพื่อแลกกับการได้อยู่ข้างๆ รินแบบนี้ไปนานๆ"
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนลงมาแตะที่คางเรียวเบาๆ บังคับให้เธอนิ่งและเงยหน้าขึ้นรับสายตาจริงจังคู่นั้น
"แต่ยิ่งผมทำแบบนั้น... ผมก็ยิ่งรู้ว่าโลกของผมมันหมุนช้าลงทุกทีในวันที่ไม่มีรินอยู่ใกล้ๆ และผม... ไม่อยากเป็นแค่ 'เพื่อนสนิท' ของรินอีกต่อไปแล้วครับ"
โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนลงตรงนั้นจริงๆ เสียงรอบข้าง เสียงลม เสียงน้ำในบึง ทุกลมหายใจรอบตัวราวกับถูกดูดหายไปจนหมดสิ้น สมองของเธอขาวโพลน หัวใจเต้นรัวเร็วราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความกลัวที่เคยสะสมมานับสศตวรรษพังทลายลงในพริบตาเดียวด้วยประโยคสั้นๆ ประโยคเดียวจากปากของผู้ชายคนที่เธอรักหมดหัวใจ
ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบที่อัดแน่นอยู่ในอก ร่างเพรียวของใครบางคนก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขา พร้อมกับเสียงหอบหายใจเบาๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน
"คิน! ริน! ให้ตายเถอะ... ฉันตามหาพวกเธอสองคนทั่วเมืองแล้วนะ!"
เสียงของมินตราดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศอันเปราะบางและลึกซึ้งให้ขาดสะบั้นลงทันที รินรดาสดุ้งสุดตัว รีบถอยหลังกรูดออกจากอ้อมแขนที่เกือบจะโอบล้อมของคินทร์ด้วยความตกใจ ขณะที่คินทร์ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีชีวิต
มินตราหอบหายใจเล็กน้อย กวาดสายตามองหน้าเพื่อนรักทั้งสองสลับกันไปมาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาแล้วยื่นหน้าจอให้ทั้งคู่ดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ฉันไม่อยากขัดจังหวะพวกเธอนะ... แต่ดูข่าวนี้ซะก่อนสิ" มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "คนที่พวกเธอคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน... ตอนนี้เขากำลังกลับมาที่นี่แล้ว"
รินรดาไล่สายตามองตัวหนังสือบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ภาพถ่ายใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าข่าวออนไลน์ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน ลมหายใจสะดุดกึกจนเกือบขาดช่วง ใบหน้าที่เธอจดจำได้แม่นยำแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน... คนที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับอุบัติเหตุในอดีต
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ
สายลมแผ่วเบา
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 11
วันที่โลกหมุนช้าลง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!