ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 12

เสียงจากความเงียบ

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ทำไมต้องเป็นตอนนี้ ทำไมต้องเป็นที่นี่... ในวันที่ฉันพยายามจะลืม" คำพูดของรินรดาสั่นพร่า ทว่าดวงตาของเธอกลับจ้องมองคินทร์นิ่งสนิท ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดภายในห้องทำงานที่เหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟโต๊ะทำงานเพียงดวงเดียว กลิ่นฝนที่เพิ่งขาดสายจากด้านนอกหน้าต่างช่างขัดกับความร้อนรุ่มในใจของคนทั้งคู่เหลือเกิน คินทร์ที่ยืนพิงขอบโต๊ะอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวชะงักไปครู่หนึ่ง เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิสัยที่เขามักทำเวลาต้องการซ่อนความประหม่า นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยุ้มเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน เขามองรินรดาด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก "ผมไม่ได้ตั้งใจจะรื้อฟื้นมันขึ้นมา แต่ถ้าผมไม่พูด... ผมก็คงเป็นคนขี้ขลาดไปตลอดชีวิต" คินทร์เอ่ยเสียงต่ำ ทุ้มลึก และแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับปี รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไร้ความสุขอย่างสิ้นเชิง "ความขี้ขลาดของคินทร์ทำร้ายฉันมาสิบปีนะรู้ไหม การที่คินทร์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่จริงแล้วคินทร์รู้อยู่เต็มอกว่าฉันรู้สึกยังไง... นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มันไม่ใช่ความเงียบที่ผ่อนคลาย แต่เป็นความเงียบที่กดทับด้วยมวลอารมณ์มหาศาล คินทร์ขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว รินรดาไม่ได้ถอยหนี เธอเพียงแต่ก้มหน้าลงซ่อนความสั่นไหวในแววตา "ตอนที่แม่ผมจากไป... ผมไม่ได้เสียใจแค่เพราะการสูญเสีย" คินทร์เริ่มเล่า เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยแต่มั่นคง "ผมเสียใจเพราะผมเลือกที่จะปล่อยมือท่านไว้ตรงนั้น เพียงเพราะผมกลัวว่าถ้าผมยื้อไว้ ผมจะต้องเห็นท่านเจ็บปวดมากกว่าเดิม ผมเลยกลายเป็นคนขี้ขลาดตั้งแต่วันนั้น ริน... ผมกลัวความผูกพัน เพราะทุกครั้งที่ผมรักอะไรมาก ผมมักจะเป็นคนทำลายมันด้วยมือตัวเอง" รินรดาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเคืองที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความสงสารอย่างท่วมท้น เธอเพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่า กำแพงสูงตระหง่านที่คินทร์สร้างขึ้น ไม่ได้มีไว้เพื่อกั้นเธอออกจากเขา แต่มีไว้เพื่อกั้นไม่ให้เขาทำลายเธอต่างหาก "คินทร์... นายไม่ได้ทำลายทุกอย่างนะ" เธอเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบาๆ สัมผัสถึงความร้อนจากผิวหนังของคนตรงหน้า "นายแค่ล้มเหลวในการปกป้อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของนายเลย นายไม่จำเป็นต้องแบกมันไว้คนเดียวมาสิบปีขนาดนี้" คินทร์มองมือของเธอที่วางอยู่บนแขนเขานิ่ง เขาค่อยๆ เลื่อนมือของตัวเองขึ้นมาทาบทับมือนั้นไว้ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านถึงกันทำให้หัวใจของรินรดาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา "แล้วถ้าผมกลัวว่าถ้าผมยอมให้รินเข้ามาใกล้กว่านี้ ผมจะทำให้รินต้องเจ็บปวดเหมือนที่ผมเป็นล่ะ?" เขาสบตาเธอ ลมหายใจของเขาอุ่นร้อนจนทำให้รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน "ผมไม่กลัวที่จะสูญเสียตัวเอง ผมกลัวแค่การต้องเห็นรินร้องไห้เพราะความขี้ขลาดของผม... อีกครั้ง" "งั้นก็พิสูจน์สิ" รินรดากระซิบ น้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินออกมาจากหางตา "พิสูจน์ว่านายไม่ใช่คนเดิม... พิสูจน์ว่าสิบปีที่ผ่านมา มันมีค่าพอที่จะเปลี่ยนความขี้ขลาดให้กลายเป็นความกล้า" คินทร์ขยับเข้ามาจนหน้าผากของเขาจรดกับหน้าผากของเธอ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของเขาที่เธอหลงใหลมาตลอดสิบปีอบอวลอยู่รอบกาย มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว หากแต่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันกลับทำลายภวังค์นั้นลงเสียสิ้น รินรดาผละออกอย่างตกใจ คินทร์สบถเบาๆ ก่อนจะกดรับสายด้วยความหงุดหงิด ทว่าเมื่อเขาฟังเสียงจากปลายสาย สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนจากความรำคาญเป็นความซีดเผือดในชั่วพริบตา "คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่า มินตราหายตัวไปจากโรงพยาบาล?" คินทร์วางสายลงมือสั่นเทา เขาหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ริน... มินตราไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่ห้องพักของเธอถูกรื้อค้น และมีโน้ตทิ้งไว้... โน้ตที่ระบุชื่อของริน" รินรดาตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นคินทร์ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เธอ ลายมือของมินตราที่เขียนหวัดๆ ด้วยความเร่งรีบทำให้อ่านได้เพียงประโยคเดียวสั้นๆ ที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ 'อย่าเชื่อใจคนที่บอกว่าตัวเองขี้ขลาด... เพราะคนคนนั้นแหละที่พาคนของเขามาเพื่อปิดปากพวกเราทั้งคู่' ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในความเงียบงันและซ่อนเร้นนี้ไปกับผมนะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%