"ถ้ามึงสองคนมีความสุขกันขนาดนั้น ก็ควรจะชัดเจนเสียทีนะคินทร์ อย่าปล่อยให้รินต้องเป็นตัวตลกในสายตาใครไปมากกว่านี้เลย"
น้ำเสียงของมินตราเย็นเยียบและเฉียบขาดราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบในห้องรับรองของบริษัท เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับก้องสะท้อนอยู่ในความรู้สึกของรินรดาที่ยืนนิ่งอยู่หลังบานประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย
คินทร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอจนน่าใจหาย ก่อนที่เขาจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพอๆ กัน "กูไม่เข้าใจว่ามึงหมายความว่ายังไง มินตรา"
"อย่ามาไขสือ" มินตราแค่นหัวเราะในลำคอ "ที่ผ่านมาทุกคนเห็นว่ารินพยายามทำเพื่อมึงแค่ไหน แต่ในขณะที่มึงทำเหมือนมีเยื่อใย มึงกลับไปสนิทสนมกับลูกสาวหุ้นส่วนใหม่คนนั้นจนเป็นข่าวหน้าหนึ่ง... ถ้ามึงไม่ได้คิดอะไร ก็ควรบอกรินตรงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เพื่อนกูพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่มึงเองนั่นแหละที่เป็นคนพังมันลง"
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำว่า 'ตัวตลก' ที่มินตราพูดกระแทกใจเธออย่างรุนแรง ภาพคินทร์ในชุดสูทเต็มยศเมื่อคืนนี้ที่งานเลี้ยงการกุศลย้อนกลับเข้ามาในหัว—เขายืนยิ้มให้หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นอย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่เธอมักจะคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่ามันเป็นของเธอเพียงคนเดียวตลอดสิบปีที่ผ่านมา
เธอไม่ได้รอฟังคำตอบจากคินทร์อีกต่อไป ร่างกายที่สั่นเทาพาร่างของตัวเองถอยห่างออกมาจากประตูไม้บานนั้น ความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ระยะห่างสิบปีที่เธอพยายามถนอมไว้อย่างดีที่สุด แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นเพียงช่องว่างที่เอาไว้ให้คนอื่นก้าวเข้ามาแทนที่เธอได้อย่างง่ายดาย
รินรดาเดินออกมาที่โถงทางเดิน ความเงียบของออฟฟิศยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกฟุ้งซ่านในหัวเบาบางลง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ข้อความสุดท้ายที่คินทร์ส่งมาเมื่อตอนเที่ยงบอกว่า *‘วันนี้อาจจะกลับช้าหน่อยนะ รินไม่ต้องรอ’*
ในตอนนั้นเธอตีความว่าเขาเป็นห่วง แต่ในตอนนี้ เธอเข้าใจแล้วว่านั่นคือการ 'กัน' เธอออกไปจากวงโคจรของเขา
"ริน!"
เสียงเรียกที่คุ้นหูทำให้รินรดาต้องหยุดกะทันหัน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง
คินทร์ยืนอยู่ที่ปลายทางเดิน ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความเหนื่อยล้า แต่แววตาที่เขามองมายังคงความอ่อนโยนแบบที่เขาเคยมีให้เธอเสมอมา และนั่นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุด
"กลับยังไงครับ? ดึกขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวผมไปส่ง" คินทร์เดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลงจนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย
รินรดาถอยหลังก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แววตาของคินทร์ไหววูบไปชั่วขณะ
"ไม่เป็นไรครับ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุด แม้ขอบตาจะเริ่มร้อนผ่าว "รินเรียกแท็กซี่ไว้แล้ว อีกอย่าง... คินทร์น่าจะมีธุระสำคัญที่ต้องทำต่อ รินไม่อยากไปขวางทางใคร"
"ธุระอะไร?" คินทร์ขมวดคิ้ว "รินพูดแปลกๆ นะ เป็นอะไรหรือเปล่า?"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ความทรงจำสิบปีพรั่งพรูเข้ามาเหมือนคลื่นที่ซัดฝั่ง ทั้งความสุข ความเจ็บปวด และความคาดหวังที่พังทลายลงในพริบตา เธออยากจะถามเขาเหลือเกินว่าที่ผ่านมาเขารู้สึกอย่างไร แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของมินตรา เธอก็พบว่าความจริงนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เธอรับมือไม่ไหว
"ไม่มีอะไรครับ" เธอส่งยิ้มที่จางหายไปจากใจให้เขา "แค่เหนื่อยนิดหน่อย... พรุ่งนี้รินอาจจะลานะครับ อยากพักสักสองสามวัน"
"พัก? ลาทำไม? มีเรื่องอะไรบอกผมได้นะริน เรามีอะไรต้องปิดบังกันด้วยเหรอ?" คินทร์ยื่นมือมาหมายจะแตะไหล่เธอ แต่รินรดาเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง คินทร์ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเป็นห่วงเป็นความสับสนและขุ่นมัว
"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะคินทร์" รินรดาพูดเสียงแผ่ว "รินแค่คิดว่า... บางทีการที่เราถอยออกมาบ้าง อาจจะทำให้เราทั้งคู่เห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น"
เธอก้าวเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับไปมองอีก แม้จะได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอเบาๆ จากข้างหลัง แต่เธอก็เลือกที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนกระทั่งถึงลิฟต์โดยสาร
ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง รินรดาเห็นคินทร์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขายกมือขึ้นเสยผมอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันหลังกลับไปทางห้องรับรองที่มินตรายังคงนั่งอยู่
ทว่าในจังหวะที่ลิฟต์กำลังจะเลื่อนลงไปชั้นล่าง เสียงโทรศัพท์ของเธอสั่นแรงในกระเป๋า หน้าจอแสดงเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเธอกดรับ เสียงปลายสายที่ดังขึ้นกลับทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"คุณรินรดาใช่ไหมครับ... ผมเป็นตัวแทนจากฝ่ายกฎหมายของตระกูลคุณคินทร์ พอดีมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับพินัยกรรมที่คุณต้องรับทราบทันทีครับ"
รินรดานิ่งค้าง มือที่ถือโทรศัพท์เย็นเฉียบ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าคินทร์มีพินัยกรรมที่เกี่ยวข้องกับเธอ และยิ่งไปกว่านั้น... ทำไมฝ่ายกฎหมายถึงเพิ่งติดต่อมาในเวลาที่ทุกอย่างกำลังสั่นคลอนเช่นนี้
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของรินรดาในบทนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ - สายลมแผ่วเบา
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 13
รอยยิ้มที่จางหาย
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!