หน้าจอมือถือในมือของรินรดายังคงสว่างวาบ แม้ตัวอักษรบนนั้นจะเลือนรางลงไปทุกทีเพราะหยดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยจนพร่ามัว เอกสารทางกฎหมายฉบับนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่มันคือพันธนาการแห่งความจริงที่คินทร์จงใจซ่อนเร้นไว้ตลอดทศวรรษ พินัยกรรม... คำคำนี้หนักอึ้งเกินกว่าที่หัวใจซึ่งบอบช้ำอยู่แล้วจะแบกรับไหว เสียงถอนหายใจของทนายความหนุ่มทางปลายสายเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“คุณคินทร์ได้ทำพินัยกรรมระบุชื่อคุณรินรดาไว้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศครั้งล่าสุดครับ... ทุกอย่างที่เขามี ถูกเตรียมไว้เพื่อให้คุณมั่นใจว่าต่อให้โลกใบนี้ใจร้ายกับคุณแค่ไหน คุณก็จะไม่ต้องเคว้งคว้าง”*
สิบปีที่เธอเฝ้าบอกตัวเองว่าเธอเป็นเพียง 'เพื่อนสนิท' คนหนึ่ง สิบปีที่เธอทนกลืนกินความรู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่เห็นเขามองข้ามความสัมพันธ์นี้ไปสวมบทบาทผู้พิทักษ์ที่แสนดี แต่ในวินาทีนี้ กำแพงแห่งความเข้าใจที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองกำลังพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เขามองเธอเป็นอะไรกันแน่... คนรัก เพื่อน หรือภาระที่เขาต้องดูแลไปตลอดชีวิต?
เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ดึงเธอกลับสู่ความเป็นจริง มินตราก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือเรียวถือแก้วกาแฟร้อนส่งกลิ่นกรุ่น แต่แค่มองแวบเดียวเพื่อนสนิทผู้รู้ทันทุกอย่างก็ชะงักฝีเท้าลง
"ริน... แววตาเธอตอนนี้เหมือนคนกำลังจะจมน้ำเลยนะ" มินตราวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยอย่างกังวล "ฉันรู้ว่าเรื่องมันยุ่งเหยิง คินทร์คงไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเรื่องพินัยกรรมนั่นไปตลอดชีวิตหรอก... มั้งนะ"
"นายคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ตาล" รินรดาเงยหน้าขึ้น สั่นเทาเล็กน้อยทั้งน้ำเสียงและเรียวปาก "เขาทำเหมือนฉันเป็นเด็กอมมือที่ต้องให้เขาคอยปกป้องแม้กระทั่งในวันที่เขา... ในวันที่เราต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปมีเส้นทางของตัวเองแล้ว ทำไมเขาต้องทำถึงขนาดนี้?"
"ก็เพราะเขารักเธอยังไงล่ะ ยัยทึ่ม" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังจนรินรดาต้องชะงัก "เธอรู้จักคินทร์ดีพอๆ กับที่ฉันรู้จัก เขาเป็นผู้ชายประเภทที่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า เขาก็จะเลือกยืนบังไว้คนเดียวแล้วปล่อยให้ตัวเองแหลกสลายเงียบๆ ถ้าเขาทำพินัยกรรมนั่น... แปลว่าในสายตาของเขา เธอสำคัญกว่าชีวิตของเขาเองเสียอีก"
คำพูดของมินตราทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ความโกรธ ความสับสน และความคิดถึงที่ถูกกดทับไว้ร่วมสัปดาห์ตีรวนขึ้นมาจนจุกอก เธอไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาอยู่กลางทางได้อีกต่อไปแล้ว หากนี่คือบททดสอบสุดท้ายระหว่างเธอกับเขา เธอก็จำเป็นต้องเดินไปเผชิญหน้ากับความจริง แม้ว่าปลายทางนั้นอาจทำให้หัวใจของเธอแตกสลายไม่เหลือชิ้นดีก็ตาม
"ฉันจะไปพบคินทร์คืนนี้" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ผิดกับแววตาที่ไหวระริก "ที่เดิม... ร้านกาแฟริมแม่น้ำที่เราชอบไปนั่งด้วยกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย"
"ดีมากเพื่อนรัก ไปเคลียร์ให้มันรู้เรื่อง" มินตราตบไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ "อย่าปล่อยให้ความกลัวมาพรากคนที่เธอรักไปอีกเลย"
***
บรรยากาศยามค่ำคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในยามนี้ช่างเงียบสงบ ลมหนาวระลอกแรกของฤดูกาลพัดพาเอาละอองน้ำจางๆ ลอยมาปะทะผิวแก้ว ท้องฟ้าเบื้องบนไร้ซึ่งกลุ่มเมฆ ปล่อยให้แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ผืนน้ำระยิบระยับ ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันนี้... ใครบางคนกำลังนั่งรอคอยด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
คินทร์นั่งอยู่ตรงมุมเดิมของร้านกาแฟกึ่งบาร์สไตล์วินเทจ ร่างสูงโปรดในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกดูผ่อนคลาย แต่ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นและนิ้วมือที่เคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ กลับฟ้องชัดถึงความกระวนกระวายใจที่เขาพยายามปกปิดไว้ สายตาคมกริบทอดมองออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเสียงฝีเท้าคุ้นเคยหยุดลงตรงหน้าโต๊ะ
รินรดายืนอยู่ตรงนั้น... สวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีม ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า เธอไม่ได้ส่งยิ้มทักทายเช่นเคย และนั่นทำให้หัวใจของคินทร์กระตุกวูบ
"ริน..." เขาเอ่ยเรียกชื่อเธอเบื้องแผ่ว ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำลายความเปราะบางรอบตัวลง
"รินอ่านเอกสารทั้งหมดแล้ว คินทร์" รินรดาไม่รอช้า เธอทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอให้เขาเชิญ วางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา สายตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "และรินก็อยากได้คำอธิบาย... ว่าทั้งหมดนี่มันคืออะไรกันแน่ ทำไมคุณถึงทำพินัยกรรมระบุชื่อรินไว้ตั้งแต่สิบปีก่อน และทำไม... เพิ่งจะมีคนติดต่อมาตอนนี้?"
คินทร์นิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มไหววูบลงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดังเดิม เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุอยู่ในอก
"คุณรู้เรื่องแล้วสินะ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณไปตลอดชีวิตหรอกนะริน เพียงแต่... ในวันที่ผมทำมัน ผมยังเด็กเกินไป และยังกลัวเกินกว่าจะยอมรับความจริงว่า วันหนึ่งถ้าผมไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ใครจะเป็นคนดูแลรอยยิ้มของคุณ"
"อย่ามาพูดจาแบบนี้ใส่รินนะคินทร์!" รินรดาโพรงขึ้น เสียงของเธั่นเครือด้วยความเจ็บปวด "คุณเห็นรินเป็นเด็กอมมือหรือไง ถึงต้องทำตัวเป็นพระเอกผู้เสียสละคอยจัดแจงชีวิตรินล่วงหน้าเป็นสิบปี! คุณเคยถามรินไหมว่ารินต้องการอะไร? คุณเคยคิดถึงความรู้สึกของรินบ้างหรือเปล่า ว่าการไม่มีคุณอยู่ข้างๆ ในฐานะคนที่รินรัก... มันทรมานแค่ไหน!"
ประโยหลุดปากออกไปด้วยความอั้น ภายในเสี้ยววินาทีนั้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบโต๊ะราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน คินทร์เบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าของชายหนุ่มฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ประโยคเมื่อครู่... ประโยคที่เขารอคอยมาตลอดสิบปี หลุดออกมาจากริมฝีปากของหญิงสาวตรงหน้าแล้ว
"ริน..." คินทร์เอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ดวงตาคมกริบฉายประกายความหวังที่เจิดจ้าขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "เมื่อกี้... คุณว่ายังไงนะ?"
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป เธอก้มหน้าหลบสายตาที่ร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงของเขา เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว ความรู้สึกอับอายและโล่งอกตีรวนกันจนปั่นป่วนไปหมด
"ริน... รินไม่ได้หมายความว่า..." เธอกำลังจะหาข้อแก้ตัวเพื่อดึงกำแพงกลับมาตั้งใหม่ ทว่าคินทร์กลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของเธอไว้ด้วยความเร็วดุจสายฟ้า มืออุ่นจัดของเขากุมมือเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงนิดเดียว เธอก็จะหายวับไปกับสายลม
"อย่าปฏิเสธผมอีกเลยนะริน" คินทร์โน้มตัวเข้าไปใกล้ รัศมีอันอบอุ่นจากตัวเขาโอบล้อมเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก แววตาสีเข้มคู่นั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอนและลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะทานทนไหว "ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมพยายามเดินถอยหลังออกมาทีละก้าวเพื่อรักษาคำว่าเพื่อนเอาไว้ แต่ยิ่งผมถอย... ผมก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตของผมไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าไม่มีคุณอยู่ตรงนั้น"
ชายหนุ่มเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยหลังมือเธอบางเบา ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดทศวรรษ
"พินัยกรรมบ้าๆ นั่น... ผมไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อผูกมัดคุณ แต่ผมทำมันเพราะมันคือสิ่งเดียวที่ผมมั่นใจว่า จะดูแลคุณแทนผมได้ในวันที่ผมก้าวเดินพลาด" คินทร์กระซิบแผ่วเบาริมฝีปากสั่นระริก "แต่ตอนนี้... ผมไม่อยากเป็นแค่คนในพินัยกรรมแล้วริน ผมอยากเป็นคนที่ได้ยืนเคียงข้างคุณ ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันนี้... ในฐานะคนรักของคุณจริงๆ เสียที"
หัวใจของรินรดาราวกับหยุดเต้น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทางไหลรินลงมาอาบแก้มอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความเสียใจ แต่เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกจนแทบระเบิด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่มองเธอด้วยความรักมาตลอดสิบปีโดยที่เธอไม่เคยรู้เลย
เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบที่ซ่อนอยู่ในใจมาเนิ่นนาน ทว่า...
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านกาแฟดังขึ้นพร้อมกับลมหนาวที่พัดกระโชกแรง ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของพวกเขาอย่างกะทันหัน กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยและเสียงหัวeเราะเบาๆ ที่แทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศอันแสนเปราะบางนั้นลงในพริบตา
"อ้าว คินทร์... นัดกับน้องรินอยู่เหรอเนี่ย? โลกกลมจังเลยนะที่เรามาเจอกันที่นี่"
รินรดานิ่งค้างไปทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ หัวใจที่กำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคินทร์กลับหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อคนๆ นั้นคือคนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในค่ำคืนนี้... อดีตคู่หมั้นของคินทร์ที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศอย่างไร้สัญญาณเตือน!
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะครับ
"สายลมแผ่วเบา"
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 14
ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!