ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 15

ความจริงที่ซ่อนไว้

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ถ้านายยังทำตัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง... นายจะไม่ได้เห็นแม้แต่แผ่นหลังของรินอีกนะคินทร์" คำเตือนของมินตราเมื่อคืนยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคินทร์ ราวกับเสียงกระซิบจากความมืดที่พยายามสั่นคลอนความมั่นคงในจิตใจที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดสิบปี ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องทำงานเงียบสงบ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในมือของเขาคือกองเอกสารการประชุมที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ว่างเปล่ามานานกว่าครึ่งชั่วโมง สายตาคมกริบมองทะลุกระจกใสออกไปยังผืนฟ้าเบื้องล่างที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นของยามเย็น สิบปี... ระยะเวลาไม่ใช่สั้นๆ สำหรับการเป็น "เพื่อนสนิท" คนหนึ่ง คินทร์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง เพื่อนสนิทที่รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องหัวใจของตัวเอง เพื่อนสนิทที่อยู่ข้างกายในทุกช่วงเวลาสำคัญ แต่กลับเป็นคนเดียวที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่าหึงหวงเมื่อมีชายอื่นเข้ามาใกล้ชิดรินรดา ภาพรอยยิ้มของหญิงสาวเมื่อตอนที่เราไปทานมื้อค่ำด้วยกันเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงชัดเจน รินรดายังคงเป็นผู้หญิงคนเดิมที่อ่อนโยน ใส่ใจ และคอยระมัดระวังความรู้สึกของเขาเสมอ เธอมักจะเว้นระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้คำว่า "เพื่อน" ระหว่างเราต้องสั่นคลอน แต่วันนี้... คินทร์กลับรู้สึกว่าระยะห่างที่เธอสร้างขึ้นด้วยความหวังดีนั้น กำลังกลายเป็นกรงขังที่บีบรัดหัวใจเขาให้หายใจไม่ออก เขาก้มลงมองกรอบรูปไม้สีอ่อนบนโต๊ะทำงาน ในนั้นคือภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ สมัยที่เรายังเรียนมหาวิทยาลัย รินรดากำลังหัวเราะจนตาหยี ขณะที่เขายืนอยู่ข้างๆ และใช้มือยีหัวเธอเล่นอย่างสนิทสนม ในตอนนั้นเขามองว่ามันคือความผูกพันที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และมั่นคง แต่ในยามนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปผ่านเลนส์ของกาลเวลาที่หมุนเปลี่ยน คินทร์กลับเพิ่งตระหนักได้ว่า... แววตาของเขาในภาพถ่ายใบนั้น มันไม่ได้ฉายแววของคำว่าเพื่อนมาตั้งแต่แรกแล้ว เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกพร้อมกับร่างบางของคนที่เขาเพิ่งคิดถึง "คินทร์... ยังไม่กลับอีกเหรอ นี่มันเลยเวลาเลิกงานมาเกือบชั่วโมงแล้วนะ" เสียงหวานเอ่ยทักด้วยความคุ้นเคย รินรดาก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วกาแฟอุ่นๆ ในมือ เธอยังคงอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย เสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนขึ้นเล็กน้อยและกระโปรงทรงแคบสีดำ ท่าทางของเธอดูเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน แต่กระนั้น แววตาที่มองมายังเขากลับยังคงมีความห่วงใยเจืออยู่เต็มเปี่ยมเสมอ "ผมยังเคลียร์เอกสารไม่เสร็จน่ะครับ" คินทร์ตอบเสียงเรียบ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับความผิดปกติได้ รินรดาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างเบามือ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลาเต้อ่อนๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก มันเป็นรสชาติที่เธอรู้ดีว่าเขาชอบที่สุด—เหมือนกับที่เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา "อย่าหักโหมนักสิ ช่วงนี้คินทร์ดูเครียดๆ นะ มีเรื่องอะไรรึเปล่า... ปรึกษาเราได้เสมอนะ" เธอยืนพิงขอบโต๊ะ เอียงคอมองเขาด้วยความกังวลเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ไม่ถึงช่วงแขน กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยลอยมาปะทะความรู้สึก ยิ่งทำให้หัวใจที่สงบนิ่งมานานเริ่มเต้นระรัว คำว่า *"ปรึกษาเราได้เสมอนะ"* ประโยคอมตะที่เธอมักจะใช้ในยามที่เขาดูมีปัญหา แต่วันนี้... คำพูดเดิมๆ เหล่านี้กลับสร้างความเจ็บปวดแปลกประหลาดในอก *ถ้าปัญหาที่ฉันกำลังเผชิญอยู่... คือการที่ฉันอยากเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นคนรักล่ะ ริน... เธอยังจะพูดคำนี้กับฉันอยู่ไหม?* คินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาคมเข้มลึกล้ำจนรินรดาเผลอชะงัก เธอนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อพบว่านัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความว่างเปล่าเหมือนอย่างเคย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอัดอั้น คล้ายกับมีถ้อยคำนับพันที่อยากจะเอ่ยออกมาแต่ถูกกลืนกลับลงไป "ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ "หืม? มีอะไรเหรอคินทร์ ทำไมมองเราแบบนั้นล่ะ" รินรดายิ้มแห้งๆ กลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็ก่อตัวขึ้นในใจ มือเรียวเผลอบีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว "ถ้า..." คินทร์เว้นจังหวะไปครู่ใหญ่ ลมหายใจของเขาติดขัด ดวงตาคมก้าวล่วงเข้าไปในความทรงจำตลอดสิบปีที่ผ่านมา "ถ้าวันหนึ่ง... สถานะที่เราเป็นอยู่ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เธอจะว่ายังไง?" รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววสับสน "เปลี่ยนไป? หมายความว่ายังไงเหรอ เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอคินทร์ หรือว่า... นายมีเรื่องอะไรปิดบังเรา หรือกำลังจะย้ายไปทำงานที่อื่น?" ความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นในน้ำเสียงของเธอ รินรดามีปมในใจเรื่องการสูญเสียคนสำคัญมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่มีใครสักคนพูดถึงการ "เปลี่ยนแปลง" เธอมักจะนึกถึงการพลัดพรากและการจากลาเสมอ คินทร์รู้เรื่องนี้ดีที่สุด เขาเห็นร่องรอยความเปราะบางนั้นในแววตาของเธอมาโดยตลอด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจมาเนิ่นนาน เพื่อแลกกับการได้ยืนอยู่ข้างๆ เธอในฐานะเซฟโซน แต่ในวินาทีนี้... คินทร์กลับรู้สึกว่าความใจดีของเขา มันกำลังทำร้ายทั้งเธอและตัวเขาเอง "ถ้าฉันไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนล่ะริน" ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับค้อนทุบลงกลางใจ รินรดาเบิกตากว้าง ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างบางแข็งทื่อไปทันที ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานที่เคยดังหึ่งๆ กลับเงียบสนิทลงในพริบตา ไม่มีเสียงตอบรับจากริมฝีปากบางที่เผยอค้างเล็กน้อย มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเราทั้งคู่ ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมแห่งมิตรภาพมานานนับทศวรรษ บัดนี้ได้ถูกดึงขึ้นมาวางไว้กลางแจ้งอย่างไร้เครื่องป้องกัน รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวระทึกจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเซฟโซนเดียวในชีวิต พยายามค้นหาล้อเล่นในแววตานั้น แต่มันกลับมีเพียงความจริงจังและความเจ็บปวดที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยคำใดเพื่อทำลายความเงียบ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของเธอก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียดนั้นลงอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำเอาคินทร์ต้องขบกรามแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์... "ปกรณ์" รินรดาสดุ้งสุดตัว เธอมองหน้าคินทร์สลับกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยความทำอะไรไม่ถูก มือบางยกขึ้นลูบหน้าผากเบาๆ เพื่อเรียกสติท่ามกลางความโกลาหลในจิตใจ "ริน... รับสิ เผื่อเขามีเรื่องสำคัญ" คินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว แต่แววตากลับวับวามด้วยประกายไฟแห่งความหึงหวงที่ไม่อาจปิด หญิงสาวลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจกดรับสายด้วยความจำยอม "ฮัลโหลค่ะพี่กรณ์... อ๋อ ค่ะ... ตอนนี้เหรอคะ? เอえ... ได้ค่ะ เดี๋ยวรินลงไปนะคะ" เธอวางสายด้วยสีหน้าลำบากใจ หันกลับมามองคินทร์ที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่หลังโต๊ะทำงาน "คินทร์... พี่กรณ์มารับเราไปทานข้าวเย็นข้างล่างน่ะ พอดีนัดกันไว้ตั้งแต่เมื่อวาน... เรา... เราขอตัวก่อนนะ" รินรดารีบหมุนตัวเตรียมก้าวเดินออกจากห้องทันทีด้วยความอึดอัด เพราะเธอไม่รู้จะจัดการกับสายตาและคำสารภาพเมื่อครู่ของเขาอย่างไรดี แต่ทว่า... ก่อนที่มือเรียวจะได้เอื้อมถึงลูกบิดประตู คินทร์ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความเร็วจนเก้าอี้กระแทกกับโต๊ะเสียงดังสนั่น "ถ้ารินก้าวขาออกไปจากห้องนี้กับมัน..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความดุดันและจริงจังจนรินรดาต้องหยุดชะงัก ขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง "รินก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาได้เลย... ว่าฉันจะไม่ยอมเป็น 'เพื่อนสนิท' ของเธออีกต่อไป" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในห้วงเวลานี้ด้วยกันนะครับ *สายลมแผ่วเบา*
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%