“ถ้ารินยังทำตัวเหมือนคนไร้หัวใจแบบนี้ต่อไป มีหวังความสัมพันธ์สิบปีของพวกเธอได้พังลงเพราะ ‘ความหวังดี’ ของคนอื่นเข้าสักวันนะครับ”
มินตราวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังจนเกิดเสียงครางเครือ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามามองเพื่อนสนิทที่นั่งตัวเกร็งอยู่ฝั่งตรงข้าม รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะลูบไล้ขอบแก้วของตัวเอง เธอรับรู้ถึงสายตาที่มองมาจากโต๊ะมุมมืดของร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งนี้ สายตาที่ไม่ได้หวังดีอย่างที่ปากพูด แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังรอคอยจะหยิบชิ้นปลามันจากความพินาศของคนอื่น
“มินพูดเรื่องอะไรครับ... ฉันกับคินทร์ เราก็แค่เพื่อนกัน” รินรดาตอบเสียงแผ่ว พยายามสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียงไม่ให้หลุดรอดออกมา
“เพื่อนกันที่ไหนเขาแอบมองกันด้วยสายตาแบบนั้นครับริน” มินตราแค่นหัวเราะในลำคอ “เมื่อวานที่แผนกต้อนรับ ผมเห็นพี่กวินทร์มองเธอตอนที่คินทร์เดินผ่าน แล้วเขาก็พูดลอยๆ ว่า ‘ถ้าเป็นแฟนกันก็บอกดีกว่าไหม จะได้ไม่ต้องทำให้คนอื่นอึดอัดเวลาที่พวกเธอทำเหมือนโลกนี้มีแค่สองคน’... เธอคิดว่ามันมีแค่กวินทร์คนเดียวที่สังเกตเห็นหรือครับ?”
รินรดาชะงัก เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพเหตุการณ์ในออฟฟิศเมื่อวันก่อนย้อนกลับมาฉายชัด คำถามของเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนหยอกล้อแต่แฝงไปด้วยความกดดันเริ่มกัดกินหัวใจเธอไปทีละน้อย เธอไม่ได้กลัวคำครหา เธอแค่กลัวว่าความรู้สึกของเธอจะเป็น ‘ภาระ’ ที่ทำให้คินทร์ต้องลำบากใจ
“คินทร์เขามีชีวิตของเขาครับมิน ฉันไม่อยากให้เขาต้องมาโดนคนอื่นตั้งคำถามเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของฉัน”
“ความเห็นแก่ตัวงั้นหรือครับ?” น้ำเสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง เสียงที่รินรดาคุ้นเคยดีจนใจแทบหยุดเต้น
คินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูททำงานที่คลายเนกไทออกเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยของเขายังคงดูสุขุม แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับมีความสับสนและเหนื่อยล้าฉายชัด เขาไม่ได้มองแค่รินรดา แต่เขากำลังมองไปรอบๆ ร้านที่วันนี้เต็มไปด้วยสายตาของเพื่อนร่วมงานและคนในวงสังคมที่เขาทั้งคู่รู้จักดี
“คินทร์... คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” รินรดารีบลุกขึ้น ความตระหนกทำให้เธอเผลอขยับตัวถอยห่างโดยอัตโนมัติ
“ทันได้ยินประโยคที่เธอบอกว่ามันคือความเห็นแก่ตัวครับ” คินทร์เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ เธอแทนที่จะนั่งฝั่งตรงข้าม กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของเขาที่คุ้นเคยทำให้นิ่งงันไปชั่วขณะ “ทำไมต้องใช้คำนั้นกับความรู้สึกตัวเองด้วยครับริน? หรือที่ผ่านมา... สิบปีของผมมันไม่มีค่าพอที่จะให้เธอเชื่อใจได้เลยว่าผมก็รู้สึกไม่ต่างกัน?”
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบกริบลงทันที มินตราที่เคยดูเหมือนจะถือไพ่เหนือกว่าในบทสนทนาถึงกับชะงักงัน เธอขยับยิ้มบางๆ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นยืน
“งั้นฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ ปล่อยให้พวกเธอ ‘เคลียร์’ กันให้จบ” มินตราทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ทั้งคู่เผชิญหน้ากับความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง
รินรดาหันไปมองรอบข้าง เธอเห็นสายตาของหลายคู่ที่กำลังชำเลืองมองมาทางพวกเขา บางคนกระซิบกระซาบ บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาเหมือนกำลังพิมพ์ข้อความหาใครบางคน ความกดดันทางสังคมที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดกำลังบีบคั้นให้พวกเขาจนมุม
“คินทร์ครับ... เรากลับกันเถอะ คนมองกันหมดแล้ว” เธอพึมพำ พยายามเลี่ยงสายตาคมคู่นั้น
“ปล่อยให้เขามองไปครับ” คินทร์เอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แต่ทว่ามั่นคง “ผมเหนื่อยที่จะต้องเล่นละครว่าเป็นแค่เพื่อนกันในขณะที่ใจผมแทบขาดรอนๆ ทุกครั้งที่เห็นเธอถอยห่างเพียงเพราะสายตาคนอื่น ริน... ถ้าเรายังกลัวคำพูดคนอื่นมากกว่าความรู้สึกของเรา วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่เราได้นั่งมองหน้ากันแบบนี้ก็ได้”
รินรดาใจหายวาบ เธอหันกลับมามองเขา สายตาของคินทร์ในยามนี้ไม่มีความลังเลเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง เสียงโทรศัพท์ของคินทร์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้คินทร์ชะงัก มือที่จับข้อมือเธออยู่คลายออกช้าๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมุ่งมั่นเป็นความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น รินรดามองตามสายตาเขาไป เห็นชื่อ ‘แม่ของคินทร์’ กะพริบถี่ๆ ก่อนที่หน้าจอจะดับลง
“ริน... ผมต้องไปแล้ว” คินทร์ลุกขึ้นยืนกะทันหัน ราวกับถูกกระชากจากโลกแห่งความจริง “แม่ผม... ท่านอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านบอกว่าท่านเจอรูปถ่ายของเราสองคนในกระเป๋าเงินผมที่ลืมไว้ที่บ้าน และตอนนี้ท่านกำลังรอคำตอบว่า ‘ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร’ อยู่ที่หน้าล็อบบี้โรงแรมข้างๆ นี่เอง”
เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งขอโทษ ทั้งอ้อนวอน และความกลัวที่รินรดาไม่เคยคิดว่าเขาจะมี
“ริน... ถ้าผมจะดึงเธอเข้าไปเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องเราในนาทีนี้ เธอพร้อมจะจับมือผมไปสู้ด้วยกันไหมครับ?”
สายลมแผ่วเบาหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะได้รับความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่นะครับ
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 16
แรงกดดันจากสังคม
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!