ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 9

คำถามที่ค้างคา

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“ถอยออกไป... ผมบอกให้ถอยออกไปจากประตู!” คินทร์ตวาดกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจากความโกรธปนหวาดหวั่น มือหนากำลูกบิดประตูแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน สายตาของเขามุ่งตรงไปที่ร่างบางของรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังโซฟาใบเก่า ดวงตาคู่สวยนั้นเบิกกว้าง ไร้ซึ่งความกล้าหาญที่เขามักจะเห็นยามที่เธอพยายามปลอบประโลมเขาในยามทุกข์ใจ เขารู้ดีว่าชายที่อยู่อีกฝั่งของบานไม้นั่นไม่ได้มาดี และเขายิ่งรู้ดีกว่า... ว่าสาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้อาจพัวพันกับสิ่งที่รินรดาพยายามซ่อนไว้มาตลอดหลายปี “แกคิดว่าประตูไม้ผุๆ นี่จะกันฉันได้นานแค่ไหน คินทร์? คนอย่างรินรดา... มีค่ามากกว่าที่แกคิดไว้เยอะ ถ้าไม่อยากให้เธอต้องเจ็บตัว ก็ส่งตัวเธอมาซะ” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลอดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับแรงกระแทกที่ทำเอาบานประตูไม้สั่นสะเทือน คินทร์หันกลับไปมองรินรดา เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เขาอาจจะเคยมองข้ามไปหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าคือความสงบอันผิดปกติในแววตาคู่นั้น มันไม่ใช่ความกลัวของผู้บริสุทธิ์ แต่มันคือความยอมรับ... เหมือนคนที่รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง “ริน...” คินทร์เค้นเสียงเรียก เธอเพียงแค่สบตาเขานิ่ง งดงาม ทว่าห่างเหิน “คินทร์ ฟังนะ...” เสียงของเธอแผ่วเบา หากแต่หนักแน่นจนน่าใจหาย “ถ้าเขาเข้ามาได้... นายต้องรีบวิ่งออกทางหน้าต่างหลังบ้าน อย่าหันกลับมามอง และห้ามเรียกชื่อฉันเด็ดขาด” “พูดบ้าอะไรของเธอ! ฉันไม่มีวันทิ้งเธอไว้ที่นี่คนเดียวแน่ๆ” เขาก้าวเข้าไปคว้าไหล่เธอไว้ แรงบีบที่เขาส่งผ่านไปนั้นเต็มไปด้วยความหวงแหนและสับสน เขารู้สึกถึงกลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอ กลิ่นดอกไม้แห้งที่เขาคุ้นเคยมานับสิบปี แต่วันนี้ กลิ่นนั้นกลับอบอวลไปด้วยความร้าวราน เธอหลบสายตาเขา ก่อนจะใช้นิ้วเรียวแกะมือของเขาออกจากไหล่อย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด “นายไม่รู้อะไรเลยคินทร์...” รินรดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือของเธอ “ที่ผ่านมา... ฉันไม่ได้เป็นแค่เพื่อนที่แอบรักนายอยู่ข้างเดียว แต่ฉันเป็นคนพาความซวยมาให้นายด้วย” คำสารภาพนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจคินทร์ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและการพยายามพังประตูจากคนข้างนอก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เขาเคยเชื่อว่ารู้จักดีที่สุด แต่ในวินาทีนี้ เขากลับพบว่ารินรดาเป็นเพียงปริศนาที่เขาไม่เคยไขออกเลย เขานึกถึงคำเตือนของมินตราขึ้นมาได้ *'รินไม่ใช่นางฟ้าผู้แสนดีอย่างที่แกคิดนะคินทร์ เธอมีโลกที่แกไม่มีวันเข้าถึง... และโลกใบนั้นมันมืดมนกว่าที่แกจะจินตนาการได้'* คินทร์กัดฟันแน่น เขาไม่สนหรอกว่าอดีตของเธอคืออะไร หรือใครกำลังไล่ล่าเธออยู่ สิ่งเดียวที่เขารู้คือ เขาปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรไปไม่ได้ “ไม่ว่าเธอจะทำอะไรลงไป ริน... ฉันจะอยู่ตรงนี้ ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะเคยเป็นใคร” *ปัง!* เสียงประตูที่ถูกถีบจนบานพับพังทลายดังก้องไปทั่วห้อง ฝุ่นผงตลบอบอวล คินทร์ขยับตัวบังหน้าเธอไว้โดยสัญชาตญาณ ทว่ามือเรียวกลับผลักเขาออกด้วยแรงที่คาดไม่ถึง รินรดาก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเงามืดที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าประตู ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยหมวกแก๊ป เขายกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นรินรดาเดินออกมา “ในที่สุด... ก็ยอมออกมาเสียทีนะ รินรดา” ชายคนนั้นกล่าวพลางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท “ประธานกำลังรอนายอยู่... กลับไปกับพวกเราเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เพื่อนสนิทคนนี้ของนายจะได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้” คินทร์พุ่งตัวจะเข้าไปกระชากคอเสื้อคนแปลกหน้า แต่รินรดากลับร้องห้าม “หยุด! คินทร์... อย่า!” เธอหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากระโปรง เป็นแผ่นชิปสีเงินขนาดจิ๋วที่ดูไม่เข้ากับลุคสาวหวานของเธอแม้แต่น้อย แสงไฟในห้องสะท้อนกับโลหะจนเกิดประกายวาววับ เธอส่งยิ้มให้คินทร์—ยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและการบอกลา “นี่คือสิ่งที่นายต้องการใช่ไหม?” เธอถามชายชุดดำก่อนจะหันมามองคินทร์ด้วยสายตาอาวรณ์ “คินทร์... นายจำวันที่เราไปทะเลด้วยกันตอนอายุสิบห้าได้ไหม? นายเคยบอกว่าถ้านายขอพรได้หนึ่งข้อ นายจะขอให้ฉันมีความสุข...” “ริน... อย่าทำแบบนี้!” คินทร์รู้สึกเหมือนโลกกำลังจะพังทลาย ความรู้สึกที่เขากดทับไว้ตลอดสิบปีถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะซับซ้อนแค่ไหน เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอเดินเข้าสู่เงามืดนั่นไปคนเดียว “พรข้อนั้น...” รินรดาหยุดพูด สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ชายชุดดำ แล้วกระซิบเบาๆ “ฉันขอใช้มันเดี๋ยวนี้... พรที่ขอให้นายปลอดภัย โดยไม่มีฉันอยู่ในชีวิต” รินรดาอาศัยจังหวะที่ชายชุดดำเผลอจากการมองแผ่นชิปในมือ กระแทกศอกเข้าที่ลิ้นปี่ของเขาอย่างรุนแรง ก่อนจะคว้าข้อมือคินทร์แล้ววิ่งสุดชีวิตไปทางหน้าต่างหลังบ้านที่เธอปลดล็อกทิ้งไว้ ทั้งคู่กระโดดลงสู่สวนมืดสลัว กลิ่นดินชื้นแฉะและเสียงแมลงกลางคืนดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว คินทร์ถูกรินรดาลากผ่านพงหญ้าที่รกชัฏไปอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมพวกเขาไว้ มีเพียงความอบอุ่นจากมือเล็กๆ ของเธอที่เกาะกุมมือเขาแน่น ทว่า ในขณะที่พวกเขาคิดว่ากำลังจะรอดพ้นจากพื้นที่อันตราย แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาตรงหน้า ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก ชายชุดดำอีกสามคนยืนขวางทางออกอยู่ โดยมีร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบก้าวลงมาจากรถ “หนีไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ รินรดา” ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การขโมยของๆ นายท่านไป มันมีราคาที่ต้องจ่าย... และดูเหมือนว่าราคาของมันวันนี้ จะต้องรวมถึงชีวิตของเพื่อนชายคนนี้ของเธอด้วย” รินรดาตัวสั่นเทา มือของเธอที่จับมือคินทร์อยู่ค่อยๆ ปล่อยออกอย่างช้าๆ “คินทร์...” เธอหันมามองเขา ดวงตาสั่นระริก “นี่คือเหตุผลที่ฉันพยายามผลักไสนายมาตลอด... เพราะคนที่ฉันรักที่สุด คือคนที่ฉันต้องเป็นคนฆ่า หากฉันไม่ยอมทำตามที่พวกเขาต้องการ” คินทร์มองหน้าเธอด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างของรินรดาจะทรุดเข่าลงกับพื้น เมื่อเสียงปืนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสนิท ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความทรงจำและหัวใจที่บอบช้ำพร้อมกับผม "สายลมแผ่วเบา" นะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%