“วางมันลงเดี๋ยวนี้ คินทร์... อย่าให้ฉันต้องเป็นคนยื่นมันให้ถึงมือรินรดาด้วยตัวเอง”
น้ำเสียงของมินตราเย็นเยียบจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง เธอไม่ได้กรีดร้อง แต่มันกลับดูน่าสะพรึงกลัวกว่าการตะโกนคอแตก คินทร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่นที่มืดสลัวในยามค่ำคืน ในมือหนาของเขามีซองจดหมายสีซีดเก่าเก็บที่มุมหนึ่งขึ้นรอยด่างจากหยดน้ำตาที่แห้งกรังไปนานนับปี
เขามองกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่เขาพยายามปกป้องมาตลอดทศวรรษ
“มินตรา... เธอไม่เข้าใจหรอกว่าถ้าฉันส่งจดหมายฉบับนี้ไป อดีตที่ฉันพยายามฝังมันไว้จะกลายเป็นพายุที่โถมเข้าใส่รินรดามากแค่ไหน” คินทร์เอ่ยเบาหวิว มือที่กุมจดหมายสั่นเทาเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้าวราน “รินรดาไม่ควรต้องมารับรู้ว่าความรักของเธอ... ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันถูกทรยศด้วยความขลาดเขลาของฉัน”
“งั้นนายก็กำลังบอกว่า นายจะปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่บนคำโกหกต่อไปงั้นหรือ” มินตราเดินเข้าหาเขา กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเธอกลับทำให้บรรยากาศอึดอัดยิ่งกว่าเดิม “อย่าหลอกตัวเองเลยคินทร์ ความกลัวที่จะเสียมิตรภาพมันเป็นแค่ข้ออ้าง นายแค่กลัวว่าถ้าเธอรู้ความจริง เธอจะไม่เหลือที่ว่างให้คนขี้ขลาดอย่างนายอีกต่อไป”
คินทร์นิ่งเงียบ เสียงลมหายใจของเขาหนักหน่วงราวกับก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในอก เขาเดินเลี่ยงมินตราไปที่โต๊ะไม้ตัวเก่า แสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นริ้วรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าคมสัน เขาบรรจงแกะซองจดหมายออกอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปกว่านี้ ทุกถ้อยคำข้างในจะสลายกลายเป็นผงธุลี
ลายมือของเขาเองในวัยยี่สิบต้นๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันคือจดหมายที่ไม่เคยถูกส่ง... จดหมายที่เขียนไว้ในวันที่เขาตัดสินใจเลือก 'มิตรภาพ' มากกว่า 'หัวใจ' ตัวเอง
*‘ริน... ในวันที่เธออ่านจดหมายฉบับนี้ บางทีเราอาจจะเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เดินสวนกันไปมาแล้วก็ได้ แต่ถ้าเธอยังอยู่ตรงนี้... ขอให้รู้ไว้ว่าทุกจังหวะที่ฉันมองเธอ ฉันกำลังกรีดเลือดตัวเองด้วยมีดที่เรียกว่าความอดทน’*
“พอที...” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
รินรดาที่ยืนแอบฟังอยู่หลังประตูห้องครัวมาตลอด มือของเธอกุมหน้าอกแน่น หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเจ็บแปลบไปถึงสันหลัง เธอเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมสายตาของคินทร์ถึงมักจะหลบวูบทุกครั้งที่เธอพยายามจะถามถึงความรู้สึกที่แท้จริง แต่สิ่งที่เธอได้ยินในวันนี้ มันเหนือกว่าความเจ็บปวดใดๆ ที่เธอเคยจินตนาการไว้
เธอก้าวเท้าออกมาจากเงามืดอย่างไม่ตั้งใจ เสียงรองเท้ากระทบพื้นเบาๆ ทำให้คนทั้งสองหันขวับมามอง รินรดายืนตัวแข็งทื่อ ในดวงตาคู่สวยมีหยดน้ำรื้นขึ้นมาแต่กลับไม่ยอมไหลริน
“คินทร์...” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “นั่น... จดหมายอะไรน่ะ”
คินทร์หน้าซีดเผือดเหมือนคนถูกสูบเลือดออกไปจากร่าง เขารีบพับจดหมายเก็บลงในกระเป๋าเสื้อกั๊กทันที ท่าทีลนลานนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับรินรดา
“ไม่มีอะไรหรอกริน ดึกแล้ว... กลับไปพักผ่อนเถอะ” เขาตอบพลางหลบสายตา
“ไม่มีอะไรอย่างนั้นหรือ” รินรดาแค่นยิ้ม ขอบตาร้อนผ่าว “ฉันอยู่กับนายมาสิบปี ฉันจำลมหายใจของนายได้ จำแม้กระทั่งจังหวะที่นายโกหก... นายไม่เคยกล้าสบตาฉันเลยตอนที่นายพูดคำว่าไม่มีอะไร”
มินตรามองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เด็ดขาด เธอเดินไปหยิบจดหมายจากมือของคินทร์ที่พยายามขัดขืนอย่างสุดกำลัง ก่อนจะยื่นมันให้รินรดา “อ่านเถอะรินรดา... ถ้าอยากจะจบความทรมานนี้เสียที ก็อ่านสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้เธอตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน”
รินรดารับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก อ่านถ้อยคำที่ถูกจารึกด้วยความรักที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังแห่งมิตรภาพ ยิ่งอ่าน... หัวใจของเธอก็ยิ่งแหลกสลาย แต่มันกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ผลิบานขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น นั่นคือความจริงที่ว่า... เธอไม่ได้รักข้างเดียวมาโดยตลอด
“ทำไม...” เธอถามทั้งน้ำตา “ทำไมถึงทิ้งฉันไว้ให้รอในความมืดตั้งนานขนาดนี้ คินทร์”
คินทร์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างตัว เขาก้มหน้าลงปิดตาแน่น “เพราะฉันกลัว... ฉันกลัวว่าถ้าฉันให้ความหวังเธอ แล้วสุดท้ายฉันกลับรักษามันไว้ไม่ได้... ฉันจะกลายเป็นคนที่ฆ่าเธอให้ตายทั้งเป็นได้ง่ายยิ่งกว่าการไม่บอกรัก”
“แต่นายฆ่าฉันทุกวันด้วยการทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนในหัวใจของนาย!” รินรดาตะโกนออกมา ความอัดอั้นที่เก็บมาสิบปีพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก “นายมันเห็นแก่ตัวที่สุด!”
ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนเจ็บปวด คินทร์เงยหน้าขึ้นมองรินรดา แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความนิ่งเฉยที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่เป็นความรวดร้าวที่ยอมจำนน เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปหารินรดาอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเธอเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นกายของเขายังคงเป็นกลิ่นเดียวกับที่เธอถวิลหาเสมอมา
“ริน... ถ้าการรู้ความจริงคือคำตอบที่เธอต้องการ งั้นฟังให้ดีนะ” คินทร์เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนแก้มเนียนของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ “ในจดหมายฉบับนั้น... มันยังมีบรรทัดสุดท้ายที่เธอยังไม่ได้อ่าน”
รินรดาก้มมองกระดาษในมือด้วยมือที่สั่นไหว ก่อนจะพบว่าตรงมุมล่างของกระดาษมีข้อความที่ถูกเขียนทับด้วยหมึกสีต่างกันราวกับเขียนขึ้นในเวลาที่ห่างกันหลายปี
*‘และไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน... ถ้าเธอยังคงรออยู่ ขอให้รู้ว่าลมหายใจของฉันก็ยังมีไว้เพื่อรอวันที่จะได้สารภาพความผิดบาปนี้ต่อหน้าเธอเสมอ’*
“และวันนี้...” คินทร์กระซิบใกล้ใบหูเธอ ลมหายใจอุ่นๆ ทำให้รินรดาขนลุกซู่ “ฉันไม่อยากให้เธอมองฉันในฐานะเพื่อนสนิทอีกต่อไปแล้ว... รินรดา”
ก่อนที่รินรดาจะทันได้โต้ตอบ เสียงโทรศัพท์ของคินทร์ก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศที่กำลังตึงเครียด เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงแวบเดียว ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนกลับเปลี่ยนเป็นสีหน้าตื่นตระหนกอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เขารีบกดรับสาย ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเพียงครู่เดียว ก่อนจะปล่อยมือที่จับต้นแขนของเธอออกอย่างแรง “ริน... ฉันขอโทษ แต่ฉันต้องไปเดี๋ยวนี้ พ่อของเธอ... เขาเพิ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน!”
รินรดาหน้าถอดสีทันที หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทว่าก่อนที่คินทร์จะหมุนตัววิ่งออกไปจากห้อง เขากลับชะงักฝีเท้าลงแล้วหันกลับมามองมินตราด้วยสายตาที่คล้ายกับจะสั่งเสีย “ถ้าฉันไม่ได้กลับมา... มินตรา ฝากบอกเธอด้วยว่าทุกอย่างที่ฉันเขียนในจดหมาย... มันคือเรื่องจริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในอดีต แต่หมายถึงปัจจุบันและอนาคตที่ฉันพยายามจะไขว่คว้ามาให้เธอ!”
เขาวิ่งออกไปโดยไม่รอคำตอบทิ้งให้รินรดายืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความรู้สึกดีใจที่เพิ่งได้รับรู้ความจริงถูกบดบังด้วยความวิตกที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ ในขณะที่มินตราค่อยๆ เดินไปปิดหน้าต่างอย่างช้าๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รินรดาต้องเย็นวาบไปทั้งหัวใจ
“รินรดา... นายรู้ไหมว่าทำไมจดหมายฉบับนี้ถึงเพิ่งมาปรากฏตัวในวันนี้...” มินตราหันมามองด้วยสายตาที่เดาอารมณ์ไม่ออก “เพราะคินทร์ไม่ได้เพิ่งเขียนมันเสร็จ... แต่เขาได้รับมันคืนมาพร้อมกับคำขู่จากคนที่พยายามจะทำลายชีวิตนายมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา”
รินรดามองมินตราอย่างไม่เข้าใจ “เธอหมายความว่ายังไง มินตรา?”
มินตรายื่นซองจดหมายอีกซองที่ปิดผนึกอย่างดีให้เธอ มันไม่ใช่ลายมือของคินทร์ แต่มันคือลายมือของคนที่เธอคิดว่าตายไปแล้ว... คนที่เป็นปมในใจของเธอมาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและลมหายใจของตัวละครมาจนถึงบทนี้กับ "สายลมแผ่วเบา" นะครับ
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 33
จดหมายจากอดีต
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!