"ผมไม่ได้ต้องการแค่คนข้างๆ ที่เรียกเพื่อนสนิทอีกต่อไปแล้วนะ ริน"
คินทร์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังจนเกิดเสียงก้องในความเงียบงัน เขามองสบตาหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่ได้สุขุมเยือกเย็นเหมือนอย่างที่เคยเป็นตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่มันกลับเร่าร้อนและสั่นไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัดแรง
รินรดาชะงักมือที่กำลังจะหยิบช้อนสแตนเลสขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปากแน่น ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างเราจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เธอรู้ดีว่าคำถามนี้ไม่ใช่การหยั่งเชิง แต่มันคือคำขาดที่คินทร์ขีดเส้นแบ่งไว้ชัดเจนระหว่าง 'อดีตที่หวาดกลัว' กับ 'อนาคตที่เขากำลังจะก้าวไป'
"นายกำลังทำลายทุกอย่างที่เราสร้างมาหรือเปล่า คินทร์" เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากแต่แฝงไปด้วยความร้าวรานที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "มิตรภาพสิบปี... มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอที่จะทิ้งมันไปเพื่อความรู้สึกที่แม้แต่ตัวนายเองก็ยังไม่มั่นใจ?"
คินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวข้ามขอบเขตของระยะห่างเดิมที่เขามักจะรักษาไว้อย่างดี เขาเดินอ้อมมาข้างหลังเธอ มือหนาวางลงบนพนักเก้าอี้กักเธอไว้ในวงล้อมของเขา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่เธอคุ้นเคยคลุกเคล้ากับกลิ่นไอของหนังสือเก่าและกาแฟที่กรุ่นอยู่รอบตัวเขา มันทำให้รินรดารู้สึกหายใจติดขัด
"สิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้แค่รักษาเพื่อนสนิทเอาไว้ริน" เขาโน้มตัวลงมา กระซิบข้างใบหูจนเธอรู้สึกถึงไอร้อน "ผมกำลังฝึกที่จะซ่อนความรักเอาไว้ภายใต้หน้ากากของคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำว่า 'ชอบ' เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วรินจะหายไปจากชีวิต... ความกลัวนั่นต่างหากที่ทำลายผมมาตลอด"
รินรดาหลับตาลง เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาในน้ำเสียงของเขา มันไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการสารภาพบาปที่เขาแบกไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนาน เธอค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับเขา สายตาที่เคยซ่อนความรู้สึกไว้มิดชิดบัดนี้กลับทอประกายความเปราะบางที่ทำให้คินทร์ถึงกับชะงัก
"ถ้านี่คือลมหายใจแห่งการเริ่มต้น..." เธอเว้นจังหวะ กลืนก้อนความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ "นายก็ต้องสัญญา ว่าจะไม่ปล่อยให้ลมนั้นพัดพาเราให้ไกลจากกันอีก แม้ในวันที่เราไม่ได้ตกลงปลงใจไปในทิศทางเดียวกัน"
คินทร์ไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ปลายนิ้วส่งผ่านความมั่นคงที่รินรดาโหยหามาตลอดสิบปี รอยยิ้มของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแบบเพื่อนที่ให้ความสบายใจ แต่มันคือรอยยิ้มของชายคนหนึ่งที่กำลังจดจำใบหน้าของคนรักราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"ผมจะไม่ปล่อยมือเด็ดขาด" คินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่การเริ่มต้นครั้งนี้ รินต้องพร้อมที่จะเห็นความจริงของผมที่มืดมนกว่าที่รินเคยรู้จักนะ"
เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อหลังจากนั้น บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบที่ไม่ได้อึดอัดเหมือนแต่ก่อน แต่มันกลับเต็มไปด้วยความหมายที่รอการเติมเต็ม มือของเขาและเธอประสานกันใต้โต๊ะไม้ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวหนังทำให้รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความสัมพันธ์ที่ขยับขยายจากเพื่อนมาเป็นคนรัก ย่อมต้องเผชิญกับบททดสอบของความเคยชินและความคาดหวังที่แตกต่างไปจากเดิม
ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังจะโอบกอดช่วงเวลาที่แสนหวานนี้ไว้ เสียงเคาะประตูห้องพักของเธอก็ดังขึ้นรัวเร็วและหนักหน่วงผิดปกติ
รินรดาสะดุ้งเฮือก เธอเหลือบมองคินทร์ที่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย ก่อนที่เขาจะเดินไปเปิดประตูด้วยความระมัดระวัง แต่สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังบานประตูกลับไม่ใช่เพื่อนบ้านหรือคนที่เธอคาดคิดไว้...
มินตราก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ดวงตาของเธอแดงก่ำจากการร้องไห้ เธอถือซองจดหมายฉบับหนึ่งไว้ในมือแน่นก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะตรงหน้าคินทร์ด้วยท่าทางสั่นเทา
"อย่าเพิ่งฉลองความสุขจนลืมความผิดพลาดของตัวเองไปเสียก่อนนะคินทร์" มินตราแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา "ของขวัญที่นายทิ้งไว้ในอดีต... วันนี้มันตามมาทวงถามทุกอย่างคืนถึงหน้าประตูห้องแล้ว"
สายลมแผ่วเบาขอขอบคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามและร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 32 ด้วยกันนะครับ
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 32
ลมหายใจแห่งการเริ่มต้น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!