ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 22

ช่วงเวลาของการห่างเหิน

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"เราพอแค่นี้ก่อนไหมครับ?" ประโยคนั้นของคินทร์ยังคงดังก้องอยู่ในความรู้สึกของรินรดา มันไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่มันคือการประกาศยุติบทสนทนาที่ยืดเยื้อมานานนับชั่วโมงท่ามกลางความเงียบงันภายในรถคันเดิมที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้กลายเป็นเพียงกล่องเหล็กที่กักขังความอึดอัดเอาไว้ รินรดาไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงแค่กำสายเข็มขัดนิรภัยแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว เธอหันไปมองชายหนุ่มที่เธอกล้าเรียกได้ว่ารู้จักดีกว่าใครในโลกใบนี้ คินทร์ไม่ได้มองเธอ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังกระจกหน้ารถที่สะท้อนเพียงความว่างเปล่าของถนนยามค่ำคืน "เข้าใจแล้วครับ" เธอตอบเพียงสั้นๆ เสียงของเธอสั่นเครือเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้ ทว่าในความเรียบเฉยนั้นคือพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ภายใน "ถ้าการมีฉันอยู่ในชีวิตมันทำให้คินต้องลำบากใจขนาดนั้น ก็ตามใจคินเถอะครับ" เธอก้าวลงจากรถโดยไม่หันกลับไปมองอีก แม้จะได้ยินเสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่หลุดออกมาจากปากของคนขับที่เพิ่งปิดประตูดังปังตามหลังมา ความรู้สึกห่างเหินที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่วินาทีนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือเส้นแบ่งที่พวกเขาทั้งคู่ต่างขีดขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้หัวใจของกันและกันต้องแตกสลายไปมากกว่านี้ วันเวลาผ่านไปเหมือนถูกยืดให้ยาวนานขึ้น สัปดาห์แรกของการขาดการติดต่อเป็นเหมือนการทรมานด้วยความเงียบ รินรดาเลือกที่จะขลุกตัวอยู่กับกองเอกสารที่ออฟฟิศมากกว่าจะกลับไปเผชิญหน้ากับห้องพักที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่มากกว่าเพื่อน "แกดูโทรมไปนะริน" มินตราที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามในคาเฟ่ประจำเอ่ยทัก พลางวางแก้วกาแฟลงด้วยท่าทีเป็นห่วง "ยังไม่มีการติดต่อมาจากทางนั้นเลยเหรอ?" รินรดาส่ายหน้าช้าๆ สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย "ไม่เลยครับมิน เขาเลือกที่จะหายไปเอง แล้วฉันก็เคารพการตัดสินใจของเขา" "การเว้นระยะห่างไม่ได้แปลว่าต้องหายไปจากชีวิตถาวรนะ" มินตราถอนหายใจ "คินทร์เขากลัว... เขากลัวความรู้สึกตัวเองที่มันเริ่มจะควบคุมไม่ได้ จนกลัวว่าจะทำลายมิตรภาพที่สร้างมาสิบปีลง แกเองก็รู้นี่นาว่าคนอย่างคินทร์น่ะ ขี้ขลาดแค่ไหนในเรื่องความรัก" รินรดายิ้มขมขื่น "ความขี้ขลาดของเขามันทำให้ฉันต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาครับมินตรา... มันยุติธรรมดีแล้วไม่ใช่เหรอ" ในอีกฟากหนึ่งของเมือง คินทร์ไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่ากันเลย เขาขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยงานที่ค้างคา ทว่าในหัวกลับมีแต่ภาพใบหน้าของรินรดาในวันที่เขาเลือกที่จะผลักไสเธอออกไป เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน นิ้วโป้งจ่ออยู่ตรงหน้าจอที่ปรากฏชื่อของหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในห้วงคำนึง แต่ทุกครั้ง เขาก็เลือกที่จะวางมันลงด้วยความรู้สึกหน่วงที่หน้าอก เขากลัวว่าหากเขาเป็นฝ่ายพังกำแพงนี้ลงไปก่อน ความสัมพันธ์ที่พยายามรักษาไว้ด้วยการห่างเหินจะพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี สองสัปดาห์ของการห่างเหินเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งคู่ รินรดาเริ่มสงสัยว่าระยะห่างนี้คือการแก้ปัญหา หรือเป็นการเปิดทางให้ใครบางคนก้าวเข้ามาแทนที่ เธอเริ่มหวั่นใจว่าหากความเงียบยังคงดำเนินต่อไป ความรู้สึกที่เคยมีให้กันจะจางหายไปจนเหลือเพียงความเฉยเมยที่น่ากลัวกว่าความเกลียดชัง ในคืนที่ฝนตกหนัก รินรดาตัดสินใจเดินไปที่สวนสาธารณะใกล้คอนโด สถานที่ที่พวกเขาเคยมานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันจนดึกดื่น บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิท มีเพียงเสียงหยาดฝนที่ตกกระทบใบไม้ เธอเพียงแค่อยากมาทบทวนตัวเองว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่เธอเรียกว่าความรักนั้น แท้จริงแล้วมันคือความผูกพันหรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองว่าคินทร์เองก็มีใจ ทว่า ในความมืดมิดท่ามกลางสายฝน ร่างหนึ่งกลับยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมที่พวกเขามักจะนั่งกัน คินทร์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกชื้นไปครึ่งตัว เขากำลังยืนมองจุดที่เคยมีรินรดานั่งอยู่ เหมือนกับเขากำลังรอคอยใครบางคน รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก ความลังเลพุ่งเข้าใส่เธอราวกับกระแสไฟฟ้า เธอควรจะเดินเข้าไป หรือควรจะหันหลังกลับ? คินทร์หันกลับมาเห็นเธอเข้าพอดี แววตาที่ว่างเปล่าเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นความสับสนและตัดพ้อ เขาไม่ได้วิ่งเข้ามาหาเธอ แต่กลับค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปในเงามืดขณะที่พยายามพูดบางอย่างที่รินรดาแทบไม่ได้ยิน "ริน... ผมไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่" รินรดาก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ หยาดฝนทำให้ผมของเธอเปียกชุ่ม แต่เธอกลับไม่รู้สึกหนาวเย็นเลยสักนิด เมื่อเห็นคินทร์ยกมือขึ้นมาเหมือนจะห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้ "คุณมาทำอะไรที่นี่คินทร์ ในเมื่อคุณเองที่เป็นคนบอกว่าเราควรห่างกัน" รินรดาถามเสียงสั่น ความอดทนที่มีมาตลอดเริ่มพังทลายลง "บอกผมมาสิว่าที่ทำอยู่ทั้งหมดนี่... มันเพื่ออะไรกันแน่?" คินทร์นิ่งอึ้ง เขาดูเหมือนคนพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอย่างที่สุด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เพราะทุกครั้งที่ผมหลับตา ผมเห็นแต่หน้าคุณ... และทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา ผมก็พบว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีคุณได้อีกต่อไปแล้วครับรินรดา" เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอ ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวแม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝน "การห่างกันมันไม่ได้ทำให้ผมเลิกรักคุณ แต่มันกำลังจะฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น... และผมกลัวว่าถ้าวันนี้ผมไม่พูด คุณจะกลายเป็นของคนอื่นไปตลอดกาล" ทันใดนั้น คินทร์ก็หยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่ดูเก่าและเปียกชื้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็นสิ่งที่เขาส่งให้รินรดาเมื่อสิบปีก่อน ในวันที่เขายังไม่กล้าพอที่จะสารภาพความรู้สึก และรินรดาเป็นคนบอกว่าขอเก็บมันไว้เปิดอ่านในวันที่พวกเขาทั้งคู่พร้อม... เขายัดมันใส่มือเธอ ก่อนจะกระซิบคำถามสุดท้ายที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล "ถ้าผมขอให้คุณเลิกถามหาเหตุผล แล้วกลับมาเป็นโลกของผมเหมือนเดิม... คุณจะให้อภัยคนขี้ขลาดอย่างผมไหมครับ?" ก่อนที่รินรดาจะได้อ้าปากตอบ เสียงโทรศัพท์ของคินทร์ก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับจาก 'มินตรา' พร้อมกับข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอจนรินรดาเห็นมันได้อย่างชัดเจน... มันเป็นรูปถ่ายของคินทร์กับผู้หญิงอีกคนในโรงแรมที่เขาควรจะไปเก็บตัวทำงานเมื่อสัปดาห์ก่อน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและพายุอารมณ์ในบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับผม - สายลมแผ่วเบา -
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%