“ถ้าไม่รังเกียจ วันเสาร์นี้ผมขออนุญาตไปรับรินที่ร้านกาแฟร้านโปรดของคุณได้ไหมครับ ผมอยากให้เราได้รู้จักกันมากกว่านี้ ในฐานะอื่น... ที่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน”
เสียงทุ้มต่ำของ ‘ธาม’ ชายหนุ่มรุ่นพี่จากแผนกต่างประเทศดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของร้านอาหารกึ่งบาร์ที่พวกเรามักมาสังสรรค์กันหลังเลิกงาน รินรดาชะงักมือที่กำลังถือแก้วน้ำ เธอไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ดวงตาคู่สวยกลับเหลือบมองไปทางคินทร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยสัญชาตญาณ
คินทร์ที่กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นจรดริมฝีปากนิ่งค้างไปชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวของเขากระชับแก้วแน่นขึ้นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ใต้ท่าทีสุขุมมาตลอดสิบปี กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนแทบจะควบคุมไม่ได้
“ว่ายังไงครับริน? ผมคิดว่าร้านที่รินชอบคนเยอะ ถ้ามีคนช่วยจองคิวหรือขับรถไปส่ง ก็น่าจะสะดวกกว่านะ” ธามย้ำพร้อมส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าบรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป
คินทร์วางแก้วลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่แรงเกินไปเล็กน้อย เกิดเสียง ‘กึก’ ที่ฟังดูบาดหูท่ามกลางเสียงเพลงจังหวะหน่วงๆ ในร้าน เขาสบตาธามด้วยสายตาที่เรียบเฉย ทว่าหากมองให้ลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น กลับเต็มไปด้วยพายุที่ก่อตัวขึ้น
“รินเขาก็มีรถนะครับธาม” คินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกได้ “อีกอย่าง วันเสาร์นี้รินมีนัดสำคัญกับผมแล้ว ไม่ใช่เหรอครับ?”
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “นัดอะไรหรือคินทร์? เราไม่ได้คุยกันเรื่องนี้...”
คินทร์หันขวับมามองเธอ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ยากจะนิยาม เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของรินรดาเบาๆ แต่สัมผัสนั้นแฝงไปด้วยแรงยึดเหนี่ยวที่มั่นคง
“เรื่องงานโปรเจกต์ใหม่ไงครับ รินลืมไปแล้วหรือ?” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะหันกลับไปสบตาธาม “ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับงานนี้มาก และรินก็เป็นคนเดียวที่ผมไว้ใจให้ช่วยจัดการ ถ้าคุณธามไม่ว่าอะไร ไว้โอกาสหน้าค่อยชวนนะครับ”
ธามชะงักไปเล็กน้อย แต่ความเป็นสุภาพบุรุษทำให้เขาเพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆ “อ้อ... ครับ ถ้าเป็นเรื่องงาน ผมก็ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ทราบมาก่อน”
บทสนทนาหลังจากนั้นกลับกลายเป็นความเงียบที่กดดัน รินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก เธอพยายามดึงข้อมือออกจากการกอบกุมของคินทร์ แต่เขากลับยิ่งบีบกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับเขากำลังประกาศความเป็นเจ้าของโดยที่เจ้าตัวอาจจะยังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่านั่นคือการกระทำของคนที่ ‘หวง’ มากเพียงใด
เมื่อถึงเวลาแยกย้าย คินทร์อาสาเดินไปส่งรินรดาที่ลานจอดรถ ทั้งสองเดินเคียงกันมาในความมืดสลัว แสงไฟสลัวจากเสาไฟข้างทางทอดเงาของพวกเขาให้ซ้อนทับกันเป็นระยะ
“คินทร์... คุณเป็นอะไรไปคะ?” รินรดาตัดสินใจเอ่ยถามเมื่อทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหว “ทำไมต้องโกหกคุณธามเรื่องงานด้วย? วันเสาร์นี้เราไม่มีงานอะไรค้างสักหน่อย”
คินทร์หยุดเดินกะทันหัน เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ แสงไฟสลัวทำให้ใบหน้าของเขาดูหม่นหมองและเต็มไปด้วยความสับสน เขาขยับเข้าใกล้จนรินรดารู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆ ที่ปะทะใบหน้า
“แล้วคุณอยากไปกับเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เสียงของคินทร์ต่ำพร่า “ริน... คุณรู้ไหมว่าเขามองคุณด้วยสายตาแบบไหน? เขาไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกับคุณหรอก”
“แล้วมันผิดตรงไหนล่ะคินทร์? ในเมื่อคุณเองก็ไม่ได้ต้องการ... สถานะอื่นจากฉัน” รินรดาถามสวนกลับ แม้ใจจะสั่นไหว แต่เธอก็เลือกที่จะซื่อสัตย์กับความเจ็บปวดของตัวเอง
คินทร์นิ่งอึ้งไป คำพูดนั้นเหมือนดั่งคมมีดที่กรีดลงกลางใจเขา ความกลัวการสูญเสียที่เขามีมาตลอดสิบปีถูกตีแผ่ออกมาอย่างชัดเจน เขาอยากจะคว้าเธอมากอด อยากจะตะโกนบอกสิ่งที่อยู่ในใจ แต่ภาพมิตรภาพสิบปีที่ถักทอมากลับกลายเป็นกรงขังที่เขาสร้างขึ้นเอง
“ฉันแค่... ไม่ชอบเวลาเห็นใครมองคุณแบบนั้น” คินทร์พึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าเธอเบาๆ “อย่าไปไหนกับคนอื่นได้ไหม? ขอแค่ครั้งนี้... ครั้งเดียว”
รินรดาหัวใจเต้นรัวเกินกว่าจะห้ามได้ เธอสบตาเขา มองเห็นความอ่อนแอและความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาคู่นั้น เธอกำลังจะเปิดปากพูดบางอย่างเพื่อทลายกำแพงระหว่างเรา
ทว่าในจังหวะนั้นเอง แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งเข้ามาจอดเทียบข้างทางสว่างวาบขึ้น บังคับให้ทั้งสองต้องหันไปมอง พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางเร่งรีบ เธอคนนั้นคือมินตราที่ดูเหมือนจะกังวลใจเป็นพิเศษ
“ริน! คินทร์! พวกคุณอยู่นี่เอง” มินตราเดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... แม่ของคินทร์เพิ่งโทรมาบอกฉันว่าคุณพ่อของเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลกะทันหัน!”
คินทร์หน้าซีดเผือดในทันที เขารีบผละออกจากรินรดาแล้วคว้ากุญแจรถจากกระเป๋ากางเกง มือที่สั่นเทาพยายามจะไขกุญแจรถแต่กลับทำหล่นพื้น
ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมไปทั่วลานจอดรถในชั่วพริบตา รินรดามองคินทร์ที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาจัดการความรู้สึกของตัวเอง แต่ทว่า... ทันใดนั้น โทรศัพท์ในกระเป๋าของเธอก็สั่นขึ้นพร้อมข้อความจากธามที่ส่งเข้ามาในจังหวะที่หัวใจเธอกำลังบีบคั้น
‘ผมรู้ว่าคุณอึดอัดกับเขา... ถ้าคุณต้องการที่ปรึกษาหรืออยากออกจากวงจรนี้จริงๆ ผมรอคุณอยู่ที่เดิมนะครับ’
รินรดามองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับแผ่นหลังของคินทร์ที่กำลังรีบร้อนสตาร์ทรถ ความรักสิบปีกับทางเลือกใหม่ที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาฉุดเธอออกไปจากความเจ็บปวดครั้งนี้... เธอควรจะเลือกรักษา ‘มิตรภาพ’ ที่กำลังจะพังทลาย หรือจะเดินหน้าหา ‘ความรัก’ ที่อาจจะเป็นทางออกของหัวใจ?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของรินรดาและคินทร์ในบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับผม
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 20
ความอึดอัดที่พุ่งพล่าน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!