“ถ้าจะรอให้ฝนหยุดตกก่อนแล้วค่อยกลับ ผมว่ารินคงได้นั่งรากงอกอยู่ตรงโซฟานี่จนถึงเช้าแน่ครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคินทร์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาใส่หลังคาบ้านพักตากอากาศบนยอดดอย รินรดาที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาตัวยาวขยับตัวเล็กน้อย เธอไม่ได้หันไปมองคนพูด แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หยดน้ำซึ่งไหลวนเป็นทางยาวผ่านกระจกหน้าต่างบานใส มองดูโลกภายนอกที่ถูกฉาบด้วยความมืดมิดและม่านหมอกสีเทา
“ฉันไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอกค่ะ... เอ้อ หมายถึง ผมไม่ได้รีบครับคิน”
รินรดาชะงักคำพูดตัวเองพลางกัดริมฝีปากแน่น เธอกำลังพยายามรักษาระยะห่างที่สร้างขึ้นมาตลอดสิบปี แต่น้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด
คินทร์วางแก้วชาร้อนลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย เสียงกระทบกันของแก้วเซรามิกและไม้ดังชัดเจนในความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วห้อง เขาสังเกตเห็นแผ่นหลังที่เกร็งตัวของหญิงสาวผ่านแสงสลัวจากโคมไฟดวงเล็ก ความเงียบในบ้านหลังนี้ไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่มันกลับเป็นความเงียบที่แบกเอาความอัดอั้นของคนสองคนไว้จนแทบจะระเบิดออกมา
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบา เขาเดินเข้าไปใกล้เธออีกนิด ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันโดยเว้นระยะห่างไว้เพียงพอที่จะให้ความรู้สึกเกรงใจยังคงทำงาน “ริน... เราเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหนแล้วนะ”
รินรดาหันมามองเขา ดวงตากลมโตสะท้อนแสงไฟอ่อนๆ ดูสับสนและเปราะบาง “สิบปีแล้วครับ ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา”
“นั่นสิครับ สิบปีที่ผมมักจะมองข้ามอะไรบางอย่างไปเสมอ” คินทร์พูดพลางเสมองออกไปทางหน้าต่าง พยายามซ่อนแววตาที่กำลังสั่นไหวของตัวเอง “ผมมักจะคิดว่าการรักษาเส้นบางๆ นี้ไว้ คือการปกป้องรินให้ปลอดภัยที่สุด แต่บางครั้ง... ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองกำลังขังรินไว้ในกรงที่ผมสร้างขึ้นเองหรือเปล่า”
คำพูดนั้นทำเอารินรดาใจเต้นรัว ความจริงที่ถูกฝังไว้ลึกสุดใจถูกหยิบยกขึ้นมาขยี้ด้วยประโยคเพียงไม่กี่คำ เธออยากจะถามเหลือเกินว่า 'ที่คินพูดน่ะ หมายถึงอะไรกันแน่' แต่ความกลัวที่ว่าหากล้ำเส้นไปมากกว่านี้ มิตรภาพที่เหลืออยู่จะพังทลายลง ทำให้เธอเลือกที่จะนิ่งเงียบ
“คินดื่มน้ำเถอะครับ ฝนตกหนักขนาดนี้ อากาศข้างนอกคงหนาวน่าดู” เธอพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ แม้ในใจจะประทุไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะดับ
คินทร์ไม่ตอบ เขาหยิบผ้าห่มผืนหนาที่พาดอยู่พนักพิงโซฟาขึ้นมา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้รินรดามากขึ้นจนไหล่ของทั้งคู่แทบจะสัมผัสกัน เขาคลี่ผ้าห่มคลุมไหล่ให้หญิงสาวอย่างเบามือ สัมผัสที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นนั้นทำให้รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลิ่นสะอาดอ่อนๆ ประจำตัวของคินทร์อบอวลไปทั่วบริเวณ กระตุ้นความรู้สึกโหยหาที่เธอพยายามกดทับมาตลอดสิบปีให้พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
“รินครับ...” เขาเรียกชื่อเธอแผ่วเบา นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ “บางทีการติดอยู่ในที่แคบๆ กับคนคนหนึ่ง อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้มองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้อยู่ตลอดเวลา... ก็ได้นะ”
รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอเม้มปากแน่น พยายามจะถอยหนี แต่กลับพบว่าไม่มีทางไป สายตาของคินทร์ในยามนี้ดูราวกับจะอ่านใจเธอได้ทะลุปรุโปร่ง ทุกความลับที่เธอเคยปกปิดไว้ดูเหมือนจะเริ่มปริรอยออกมา
ขณะที่บทสนทนาเดินทางมาถึงจุดที่บีบคั้นที่สุด เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้นถี่ๆ ท่ามกลางเสียงฟ้าฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง ทั้งคู่สะดุ้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาพร้อมกันด้วยความแปลกใจ เพราะบนดอยที่ห่างไกลและพายุรุนแรงเช่นนี้ ไม่ควรจะมีใครเดินทางมาถึงที่นี่ได้
คินทร์เดินไปที่ประตูด้วยความระมัดระวัง เขาชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะเปิดประตูออกกว้าง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขานิ่งค้างไปในทันที รินรดาที่เดินตามมาข้างหลังถึงกับมือสั่นเมื่อเห็นเงาร่างของคนที่ยืนเปียกปอนอยู่หน้าประตู เธอคนนั้นคือ 'มินตรา' เพื่อนสนิทอีกคนที่มีใบหน้าซีดเผือดและแววตาที่แตกสลายราวกับเพิ่งผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายที่สุดมา
“ริน... คิน... ช่วยฉันด้วย” มินตราเอ่ยขึ้นก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นโดยมีคินทร์ประคองไว้ได้ทันท่วงที “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ แต่มันไม่มีใครให้พึ่งพาได้แล้ว... ความลับเรื่องที่ฉันทำลงไป วันนี้มันจะจบลงที่นี่”
สายลมแผ่วเบาขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในห้วงคำนึงกับรินรดาและคินทร์ในตอนนี้ด้วยกันนะครับ - สายลมแผ่วเบา
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 4
ในคืนที่ฝนพรำ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!