ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 2

ระยะห่างที่คุ้นเคย

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ริน... ลืมแว่นไว้ที่ร้านกาแฟหรือเปล่า?" คำถามของคินทร์ดังขึ้นในจังหวะที่ผมกำลังจะหมุนตัวเดินออกจากโต๊ะทำงาน แรงดึงดูดของบรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ ผมหันกลับไปมองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาของเขาไม่ได้มีความสงสัยอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงสายตาของคนที่ทำหน้าที่ 'เพื่อน' ได้อย่างสมบูรณ์แบบจนน่าใจหาย "อ้อ... ใช่ ขอบคุณนะที่ช่วยดูให้" ผมตอบกลับไป พยายามบังคับให้เสียงของตัวเองราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกลับเต้นผิดจังหวะจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สิบปีที่ผ่านมา ระยะห่างของเรามันควรจะคงที่เหมือนเส้นขนาน แต่วันนี้... กลิ่นอายของความอึดอัดกลับลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ราวกับมีม่านล่องหนกั้นกลางระหว่างเราสองคน คินทร์เลื่อนกล่องแว่นมาวางบนโต๊ะ ปลายนิ้วของเขาแตะโดนมือผมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เหมือนสัมผัสนั้นเป็นของร้อนที่แตะต้องไม่ได้ "วันนี้มินตราจะมาหาตอนเที่ยงนะ นาย... นายจะว่างทานข้าวด้วยกันไหม?" ผมเอ่ยถามโดยไม่กล้าสบตาตรงๆ คินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง เสียงพลิกกระดาษบนโต๊ะของเขาช่างฟังดูดังผิดปกติในความเงียบนี้ "ว่างครับ เดี๋ยวผมลงไปรอที่ล็อบบี้แล้วกัน ช่วงนี้งานเยอะหน่อย ไม่ค่อยอยากขึ้นลงบ่อยๆ" เขาเลือกใช้เหตุผลเรื่องงานมาอ้างเสมอ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผมเกินความจำเป็น ผมทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ทั้งที่ในใจอยากจะถามออกไปเหลือเกินว่า *'นายกำลังกลัวอะไรอยู่กันแน่ คินทร์'* เรานั่งทำงานต่อในห้องเดิม แต่ความเงียบที่เคยเป็นมิตรกลับแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงหัวใจ ผมแอบมองเงาสะท้อนของเขาจากกระจกใสที่กั้นห้องทำงาน ใบหน้าด้านข้างของคินทร์ยังคงดูสุขุมและเด็ดขาดเหมือนเดิม แต่มือที่พิมพ์งานอยู่กลับหยุดชะงักบ่อยครั้ง เขามักจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา และนั่นคือสัญญาณที่ผมรู้ดีที่สุดว่าเขากำลังสับสน สิบปีของการแอบรัก คือการเรียนรู้ที่จะอ่านความหมายจากลมหายใจของเขา "ริน" จู่ๆ คินทร์ก็เรียกขึ้นมาโดยไม่หันมอง "ว่าไง?" "เรายังเป็นเหมือนเดิมใช่ไหม... หมายถึง ทุกอย่างน่ะ" เขาเว้นวรรคคำพูด ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะถามดีหรือไม่ "ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันดีที่สุดแล้วใช่ไหม สำหรับเราสองคน" หัวใจของผมกระตุกวูบ นี่คือคำถามที่ซ่อนความหมายนัยยะไว้อย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้ถามถึงงาน ไม่ได้ถามถึงชีวิต แต่เขากำลังถามถึง 'สถานะ' ของเราที่มันเริ่มสั่นคลอนหลังจากเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ความกลัวการสูญเสียที่เกาะกินใจผมมาตลอดหลายปีพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด "แน่นอนสิ" ผมฝืนยิ้ม ส่งผ่านความรู้สึกผ่านรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี "เราจะเป็นเพื่อนสนิทกันแบบนี้ตลอดไป นายลืมไปแล้วหรือไงว่าใครกันที่คอยดึงฉันขึ้นมาจากความเศร้าทุกครั้ง" คินทร์หันมามองผม ดวงตาคู่นั้นวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปนิ่งสนิท "อืม นั่นสินะ... ผมคงคิดมากไปเอง" เขาก้มหน้าลงอ่านเอกสารต่อ แต่ผมเห็น... เห็นไหล่ที่เกร็งแข็งของเขา การตอบรับแบบขอไปทีนั่นคือเกราะป้องกันตัวที่เขาสร้างขึ้นมา เพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากกรอบของคำว่าเพื่อนที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต เที่ยงวันนั้น มินตราปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความสดใสที่ขัดกับบรรยากาศอันหนักอึ้งในห้องทำงาน เธอเดินเข้ามาตบไหล่คินทร์อย่างสนิทสนมและกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้คินทร์ชะงักไปทันที "ริน ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ คินทร์บอกฉันว่าวันนี้เขาเลี้ยงเอง" มินตราหันมาส่งยิ้มให้ผมอย่างมีความหมาย ในระหว่างที่เราเดินไปที่ร้านอาหาร คินทร์เลือกที่จะเดินตามหลังผมและมินตราห่างๆ ประมาณสองก้าว ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วนี้กลับรู้สึกไกลเหมือนโลกอีกใบ ผมได้แต่กำกระเป๋าสะพายแน่น พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติ แต่ทุกย่างก้าวกลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่พร้อมจะแตกสลาย ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของคินทร์ก็ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดู สายตาเขาสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชื่อผู้โทร เขาหันมาสบตากับผมเพียงครู่เดียว ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงไปรับโทรศัพท์มุมตึก มินตราขมวดคิ้วมองตามหลังเขาไปก่อนจะหันมาพูดกับผมเสียงต่ำ "ริน... ฉันคิดว่ามีบางอย่างที่เขาไม่ยอมบอกเธอ" "หมายความว่ายังไง?" ผมถาม เสียงสั่นเล็กน้อย "ดูสายที่โทรเข้าสิ" มินตราชี้นิ้วไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของคินทร์ที่เขาลืมวางทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารตอนที่เขาลุกออกไปรีบรับสาย "นั่นมันชื่อ 'พรรณวดี' คนรักเก่าของเขาที่เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศเมื่อวานนี้" ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ ผมมองดูชื่อนั้นที่สว่างวาบบนหน้าจอ คินทร์ที่ยืนหันหลังคุยโทรศัพท์อยู่ตรงมุมตึกกำลังก้มหน้าลงอย่างคนยอมจำนน เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่เขากำลังเปิดประตูบานใหม่ที่ผมไม่เคยแม้แต่จะคาดคิดมาก่อน คินทร์วางสายแล้วเดินกลับมาหาเรา แววตาของเขาดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความลำบากใจ เขาหยุดยืนตรงหน้าผม ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับลงมาจนหายใจไม่ออก เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างที่ผมรู้ดีว่า... มันจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเราไปตลอดกาล "ริน... มินตรา... ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ" คินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน "เรื่องที่ผมพยายามจะฝังมันไว้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา... ถึงเวลาที่ผมต้องเลือกระหว่างความถูกต้อง กับสิ่งที่ผมหลอกตัวเองมาโดยตลอดแล้วครับ" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในห้วงคำนึงด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%