"ผมว่าเราควรหยุดพูดเรื่องที่ผ่านมาได้แล้วนะ ริน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคินทร์กระแทกเข้าโสตประสาทของรินรดาเหมือนก้อนหินที่ถูกเขวี้ยงลงในบ่อน้ำที่นิ่งสงบมานานสิบปี เธอหยุดฝีเท้าลงบนถนนสายเก่าที่ปูด้วยอิฐมอญสีหม่น กลิ่นอายของความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจหวนคืนมาพร้อมกับละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา
รินรดาหันกลับไปมองแผ่นหลังกว้างที่คุ้นตา คินทร์ไม่ได้หันมามองเธอ เขายืนนิ่งอยู่ใต้ซุ้มไม้เลื้อยที่ดอกของมันกำลังร่วงโรยตามกาลเวลา ราวกับว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่าแห่งนี้ ที่ซึ่งทุกอย่างยังคงหยุดนิ่ง... ยกเว้นความรู้สึกของเธอ
"ถ้าการที่ฉันกลับมาที่นี่ มันทำให้คุณลำบากใจขนาดนั้น คินทร์... คุณบอกฉันตรงๆ ได้นะ ไม่ต้องใช้ความเงียบเป็นคำตอบแบบนี้หรอก" รินรดาเอ่ยตอบ เสียงของเธอราบเรียบจนน่าใจหาย ทั้งที่ในอกข้างซ้ายมันบีบรัดจนเจียนตาย
คินทร์หมุนตัวกลับมา สายตาของเขาคมกริบแต่ทว่าว่างเปล่า เขาจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความลับบางอย่างที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีที่ดูเข้มแข็ง เธอรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในใจของเขา แม้ใบหน้าจะนิ่งสนิทเพียงใด แต่จังหวะการหายใจที่ขาดห้วงไปครู่หนึ่งนั้นก็ไม่อาจหลอกกันได้
"ริน คุณก็รู้ว่าทำไม" เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลงจนได้กลิ่นจางๆ ของไม้สนจากเสื้อเชิ้ตสีซีดของเขา กลิ่นที่เตือนให้เธอนึกถึงบ้าน... บ้านที่มีเพียงเขาคนเดียว "เราต่างมีชีวิตที่ต้องเดินไปข้างหน้า การย้อนกลับมาที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรหรอก นอกจากจะขุดเอาแผลเก่าให้มันเลือดไหลอีกครั้ง"
"แผลเก่าเหรอ?" รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่กำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนขึ้นข้อขาวสั่นเทา "สำหรับคุณมันอาจจะเป็นแค่แผล แต่สำหรับฉัน... ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันคือทุกอย่างที่ฉันใช้ประคองชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเราอีกครั้ง เสียงรถม้าวิ่งผ่านไปไกลๆ บนถนนสายหลักยิ่งทำให้บรรยากาศที่นี่ดูวังเวงขึ้นไปอีก คินทร์เม้มริมฝีปากแน่น เขามองต่ำลงที่พื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเย็นชาอย่างที่เคยแสดงออก แต่มันคือความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้าที่ของคำว่า 'เพื่อนสนิท'
"ริน... อย่าทำแบบนี้เลย" เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับคนหมดแรง "มินตราเตือนผมแล้วว่าวันนี้คุณจะมา แต่มันก็ดีกว่าถ้าคุณไม่มา"
รินรดาหัวใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อมินตรา ความหวังเล็กๆ ที่เธอแอบพกติดตัวมาด้วยตลอดการเดินทางนับพันกิโลเมตรเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าใส่ นี่หรือคือสิ่งที่เธอได้รับหลังจากกล้าหาญพอที่จะหวนคืนสู่จุดเริ่มต้น?
"คุณยังเชื่อคำพูดของมินตรามากกว่าความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอเลยนะ คินทร์" เธอเดินผ่านตัวเขาไปโดยไม่หันกลับไปมอง น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อล้น แต่เธอไม่มีวันปล่อยให้มันร่วงลงมาต่อหน้าเขาเป็นอันขาด
"ริน! เดี๋ยวสิ!"
เสียงเรียกของเขาดังตามหลังมา แต่เธอไม่หยุด รินรดาก้าวเดินอย่างรวดเร็วผ่านร้านขายของที่ระลึกที่ปิดตัวลงไปหลายแห่ง ความคิดถึงที่เคยอบอวลอยู่ในหัวใจบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูก เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การได้พบกันอีกครั้งอย่างที่ฝัน แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า... ระยะห่างระหว่างเรามันไกลเกินกว่าจะเอื้อมมือถึงเสียแล้ว
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบเพื่อกลับไปยังที่พัก ร่างสูงของใครบางคนก็ขวางทางเธอไว้ รินรดาชะงักฝีเท้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอกลับพบกับชายวัยกลางคนที่สวมหมวกปีกกว้าง เขายิ้มให้เธออย่างมีเลศนัย ก่อนจะยื่นจดหมายซองสีครีมเก่าคร่ำที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดงให้เธอ
"คุณรินรดาใช่ไหมครับ? คนคนหนึ่งฝากไว้ให้คุณเมื่อสิบปีก่อน... เขาบอกว่าถ้าวันใดที่สายลมพัดคุณกลับมาที่นี่ จงรับมันไป"
รินรดารับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเทา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่คุ้นเคยโชยออกมาจากจดหมายฉบับนั้น กลิ่นเดียวกับที่แม่ของคินทร์เคยใช้... และเป็นกลิ่นที่คินทร์มักจะพูดเสมอว่ามันคือกลิ่นของ 'สัญญา' ที่เขาไม่มีวันลืม
ใจของเธอหล่นวูบเมื่อพลิกดูด้านหลังซอง จดหมายฉบับนี้ไม่ได้จ่าหน้าถึงเธอ แต่มันมีชื่อของ 'คนสำคัญ' ที่เธอคิดว่าตายไปจากชีวิตนี้แล้วตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเดินจากไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในห้วงคำนึงด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 1
กลิ่นอายความคิดถึง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!