"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนคนอยากจะกลืนหัวผมเข้าไปสดๆ อีกสักสองวินาที ผมคงต้องคิดว่าคุณตกหลุมรักผมเข้าแล้วจริงๆ นะครับ ลลิน"
เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศตึงเครียดที่อบอวลอยู่รอบตัวเมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญก้าวเข้ามาในสตูดิโอ ธันวาขยับตัวยืนบังร่างบางของลลินไว้ครึ่งก้าว สายตาคมกริบมองเลยไหล่ของเธอไปยังเป้าหมายใหม่ที่เพิ่งปรากฏกายท่ามกลางสายฝนโปรยปรายด้านนอก
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในวินาทีนี้... ประเด็นคือ มื้อค่ำที่ควรจะสงบเงียบระหว่างเขากับนักข่าวสาวสายสืบสวน กลับกลายเป็นสนามอารมณ์ขนาดย่อมไปเสียแล้ว เมื่อบุคคลที่สามดันเป็นรุ่นพี่กองบรรณาธิการจอมจุ้นที่บังเอิญผ่านมา
"หลงตัวเองให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะค่ะคุณธันวา" ลลินสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เธอเบี่ยงตัวหลบจากเงากว้างของสถาปนิกหนุ่ม ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดให้อดีตแหล่งข่าวที่ยืนเปียกปอนอยู่หน้าประตู "บังเอิญจริงๆ นะคะพี่กร ธุระด่วนอะไรถึงถ่อมาถึงนี่ หรือว่ากลัวฉันจะโดนสถาปนิกปากจัดแถวนี้จับกินเป็นอาหารมื้อค่ำซะก่อน"
กรหัวเราะรơiร่า พลางสลัดร่มในมือแล้วก้าวเข้ามาในพื้นที่ทำงานที่ตอนนี้กลายเป็นสนามประลองยุทธ์ขนาดย่อม "พี่แค่ผ่านมาแถวนี้แล้วเห็นไฟสตูดิโอเปิดอยู่ต่างหากล่ะ ลลิน... แล้วอีกอย่าง กลัวว่านักข่าวฝีปากกล้าแถวนี้จะไปหาเรื่องเจ้าของบ้านจนโดนจับโยนออกไปนอกตึกมากกว่า"
ธันวาปรายตามองผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด แผนการที่จะใช้บรรยากาศฝนตกและมื้อค่ำรอบดึกละลายพฤติกรรมแม่นักข่าวสาวจอมพยศถูกพังทลายลงในพริบตา เขากลืนความไม่สบอารมณ์ลงคออย่างอดทน ก่อนจะสวมบทบาทเจ้าบ้านที่ดีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถ้าอย่างนั้น เชิญเข้ามาหลบฝนข้างในก่อนสิครับคุณกร ดูท่าทางข้างนอกฝนคงไม่ยอมหยุดง่ายๆ หรอก" สถาปนิกหนุ่มผายมือเชิญด้วยท่าทีสุภาพ แต่แววตากลับบอกชัดเจนว่า *'รีบพูดธุระแล้วก็รีบไสหัวออกไปซะ'*
ทว่าธรรมชาติไม่เคยเป็นใจให้กับคนที่กำลังใจร้อน... สิ้นเสียงเชิญชวนของธันวา ประตูบานใหญ่อีกด้านของตึกก็ส่งเสียงกริ่งเตือนภัยดังลั่น พร้อมๆ กับกระแสไฟฟ้าในอาคารที่กะพริบไหวสองสามครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความมืดมิดสนิท
*เปรรี้ยง!*
เสียงฟ้าผ่าคำรามก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ตามมาด้วยความมืดที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งสตูดิโอทันที ระบบไฟฟ้าสำรองทำงานช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้พื้นที่ทำงานกว้างขวางเหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดส่องเงาทอดตัวยาวน่าขนลุก
"ไฟดับเหรอเนี่ย บรรยากาศเป็นใจชะมัด" กรพึมพำเบาๆ ในความมืด
ลลินสะดุ้งสุดตัวโดยสัญชาตญาณ แม้เธอจะเป็นนักข่าวสายสืบสวนที่กล้าลุยคดีอันตรายมานักต่อนัก แต่ความมืดกะทันหันกับเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ร่างบางเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนแผ่นหลังชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งและอบอุ่น
"ระวังครับ"
เสียงกระซิบกระชากชิดริมหู พร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่ยื่นออกมารับเอวบางไว้ตามสัญชาตญาณ ธันวาขยับเข้ามาประชิดตัวเธอในเสี้ยววินาทีที่ความมืดเข้าครอบงำ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนจางๆ ของเขาลอยวนอยู่ปลายจมูก ทำให้ลลินลืมเรื่องของรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลไปชั่วขณะ
ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสาดสะท้อน ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่แทบไม่เหลือช่องว่าง ลลินเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ก้มมองลงมาพอดี หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวความมืด... แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นจัดจากอุ้งมือหนาที่ยังคงประคองเอวเธอไว้โดยไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยต่างหาก
"Erm... ดูเหมือนพี่คงต้องขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ พอดีกาแฟที่ซดมาเมื่อกี้เริ่มออกฤทธิ์แล้ว" เสียงกระแอมไอของกรดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินเลี่ยงออกไปอีกมุมหนึ่งอย่างรู้กาลเทศะ
บ้าจริง... เขารู้ว่าตอนนี้ควรทำตัวอย่างไร แต่บรรยากาศมันพาไปจนเกินกว่าจะควบคุม
ธันวาไม่ได้ขยับตัวถอยหนี เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนพวงแก้มทำให้ลลินแทบลืมวิธีหายใจ สัญชาตญาณการป้องกันตัวที่เคยมีหายวับไปกับตา เหลือเพียงความหวามไหวที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในอก
"ทีนี้... ในห้องนี้ก็เหลือแค่เราสองคนแล้วนะครับ ลลิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงเจือความเจ้าเล่ห์นิดๆ แต่แฝงความจริงจังจนน่ากลัว
"คุณ... ถอยไปเลยนะธันวา ไฟดับแค่นี้ฉันไม่เป็นลมล้มพับหรอกน่า" ลลินพยายามเค้นเสียงให้แข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ใบหน้าที่เห่อร้อนขึ้นมาในความมืดก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้
"ปากเก่งจังนะครับ... ทั้งๆ ที่ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่แบบนี้เนี่ยนะ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่จนคนฟังต้องเม้มปากแน่น เขาไม่ได้ถอยห่าง กลับใช้นิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่คางอิม เพื่อบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ "ไหนบอกผมซิ นักข่าวสาวผู้ไม่เกรงกลัวใคร ทำไมตอนนี้ถึงได้เงียบไปล่ะครับ หรือว่ากำลังคิดเรื่องเดียวกับผมอยู่"
"ฉันจะไปคิดอะไรทุเรียนๆ แบบที่คุณว่าล่ะ ปล่อยได้แล้ว รุ่นพี่ฉันไปเข้าห้องน้ำแค่แป๊บเดียวนะ!"
"ปล่อยเหรอครับ?" ธันวาทวนคำ เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลขึ้นจนน่าใจหาย ปลายนิ้วที่แตะคางเธอไล้แผ่วเบาขึ้นมาสัมผัสพวงแก้มเนียนอย่างลืมตัว "ผมรอโอกาสที่จะได้คุยกับคุณแบบไม่มีใครมารบกวนมานานแค่ไหนแล้ว คุณรู้บ้างไหม..."
คำพูดนั้นสะดุดลงเมื่อบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป ความเงียบงันของค่ำคืนฝนตกและความใกล้ชิดอย่างไร้ระยะห่าง ทำให้กำแพงที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันความรู้สึกพังทลายลงทีละน้อย ลลินชะงักไป ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปนิกหนุ่ม พยายามค้นหาความจริงจังที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีปากร้าย
และในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกด้านหน้าสตูดิโอดังขึ้นท่ามกลางความมืด ตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อธันวาจากคนภายนอกที่ทำให้ทั้งสองคนต้องผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต
ลลินหอบหายใจเบาๆ รีบก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง ขณะที่ธันวาขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดขั้นสุดที่ถูกขัดจังหวะเป็นครั้งที่สองในรอบครึ่งชั่วโมง สถาปนิกหนุ่มหันไปมองต้นเสียงด้วยแววตาคุกรุ่น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยความหัวเสีย
แสงไฟฉุกเฉินสะท้อนร่างของใครบางคนที่ยืนเปียกฝนอยู่หน้าร้าน และเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เห็นใบหน้าของแขกยามวิกาลคนนั้นชัดเจน ธันวาก็ชะงักก้าง ลมหายใจสะดุดกึกทันที
ไม่ใช่เพราะกร... แต่เป็นร่างระหงของหญิงสาวในชุดหรูเปียกปอน ที่ส่งยิ้มหวานหยดให้เขาพร้อมกับเอמהคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน
"สวัสดีค่ะธันวา... ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะยังจำคู่หมั้นคนนี้ได้"
เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง•ตอนที่ 11
ความเผลอไผลในค่ำคืนฝนตก
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!