เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง•ตอนที่ 17

เมื่อความเหงาคือเครื่องพิสูจน์

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
"หมอบลงไป!" เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของธันวาไม่ได้ดังมาจากความหวาดกลัว แต่มาจากสัญชาตญาณดิบของสถาปนิกผู้เคยผ่านสมรภูมิชีวิตมาโชกโชน ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าชาร์จลลินที่ยังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือหนวารวบเอวบางกระชากลากถูจนแผ่นหลังทั้งคู่กระแทกเข้ากับเสาปูนเปลือยหลบมุมพ้นรัศมิ์คมมีดและท่อนเหล็กที่ฟาดลงมาเฉียดฉิว เศษไม้จากประตูบานสวยที่เขาเพิ่งสั่งทำพิเศษกระเด็นว่อน บาดผิวหน้าคมคายจนเกิดรอยเลือดซิบ แต่เจ้าตัวกลับไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องสักแอะ กลุ่มชายฉกรรจ์เกือบสิบชีวิตในชุดดำสวมหน้ากากอนามัยกรูเข้ามาในสตูดิโอราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ เป้าหมายของพวกมันชัดเจน—เอกสารแฟ้มลับโครงการคดีทุจริตพื้นที่ป่าสงขลาที่ลลินซ่อนไว้บนโต๊ะทำงาน "พวกแกเป็นใคร!" ลลินกัดฟันกรอด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกลียดมากกว่าความกลัว เธอพยายามขยับตัวหยิบแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋าเสื้อ แต่ธันวากลับรวบข้อมือเธอไว้แน่น "อยู่นิ่งๆ ยัยตัวแสบ ถ้าไม่อยากตายคาอกผมตรงนี้" ธันวากระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กจากบาดแผลที่ขมับทำให้หัวใจของนักข่าวสาวกระตุกวูบอย่างประหลาด ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน หัวใจเธอกลับเต้นรัวเพราะสัมผัสแนบชิดจากผู้ชายปากร้ายคนนี้เสียอย่างนั้น ไอ้หัวหน้าโจรเงื้อมือถือท่อนเหล็กเดินตรงมาทางเสาที่ทั้งคู่หลบอยู่ ธันวาแววตาคมกริบ สติสมาธิพุ่งพล่าน เขาคำนวณระยะและน้ำหนักในเสี้ยววินาที ก่อนจะส่งสัญญาณมือบอกลลินให้เตรียมตัว *สาม... สอง... หนึ่ง...* โครม! ธันวาไม่รอให้พวกมันบุกมาถึงตัว เขาถีบโต๊ะไม้สักตัวหนักพุ่งอัดร่างของชายฉกรรจ์คนแรกจนกระเด็นล้มคว่ำ ก่อนจะคว้าประแจขันนําเข้าที่วางอยู่บนชั้นเครื่องมือเป็นอาวุธเฉพาะหน้า "ลลิน วิ่งไปทางบันไดหนีไฟ!" "แล้วคุณล่ะ!" "ผมบอกให้ไป!" เขากัดฟันกรอดขณะเหวี่ยงประแจฟาดเข้าแสกหน้าไอ้คนที่เงื้อมืดจะคว้าตัวเธอ "ถ้าคุณเป็นอะไรไป งานรีโนเวทโปรเจกต์หมื่นล้านของผมจะเอาใครมาตรวจรับ!" คำพูดขวانผ่าซากในยามคับขันเกือบทำให้ลลินหลุดขำ แต่แรงปะทะตรงหน้าทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาเถียง เธอพยักหน้ารับ รวบรวมสติแล้ววิ่งฝ่าวงล้อมออกไปยังประตูหนีไฟตามที่เขาสั่ง ทิ้งให้ธันวาต้องรับมือกับโจรที่เหลืออีกแปดคนด้วยตัวคนเดียว เสียงหมัดปะทะเนื้อและเสียงข้าวของแตกกระจายดังสนั่นห้องทำงานที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมกรุ่น บัดนี้กลับกลายเป็นสังเวียนขนาดย่อม ธันวาแม้จะเป็นสถาปนิกแต่วัยเด็กเขาเคยผ่านค่ายมวยมาบ้าง ทำให้พอเอาตัวรอดได้ แต่ด้วยจำนวนที่ต่างกันลิบลับ ร่างกายสมส่วนจึงเริ่มมีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวและรอยเลือดเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพง กระทั่งเสียงไซเรนรถตำรวจดังลั่นแว่วมาจากด้านล่างตึก กลุ่มชายฉกรรจ์สวมหน้ากากจึงรีบกรูถอยร่นกระโดดหนีออกทางหน้าต่างกระจกที่ถูกทุบแตกกระจาย ทิ้งไว้เพียงความเสียหายยับเยินและกลิ่นอายความตึงเครียดที่ยังคละคลุ้ง ธันวาทรุดตัวลงนั่งพิงกับเสาปูน ลมหายใจหอบกระชั้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะความเหนื่อยอ่อน เลือดสีสดไหลยิ้มจากมุมปากและขมับหยดลงบนพื้นปูนขัดมัน แต่นัยน์ตาคมกริบไม่ได้มองร่องรอยบาดแผลเหล่านั้นเลย เขากลับกวาดสายตามองไปรอบสตูดิโอที่ว่างเปล่า ความเงียบ... กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ทำไม... มันถึงได้น่าหงุดหงิดขนาดนี้ รุ่งขึ้น สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมของธันวาถูกสั่งปิดชั่วคราวเพื่อรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บรอยนิ้วมือและหลักฐาน กลิ่นสีทาบ้านและฝุ่นปูนคละคลุ้งไปทั่ว ธันวานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มในห้องทำงานส่วนตัวที่ตอนนี้กระจกด้านหนึ่งถูกแทนที่ด้วยแผ่นไม้อัดชั่วคราว สภาพของเขาเต็มไปด้วยพลาสเตอร์ยาและผ้าพันแผล แต่นั่นก็ไม่อาจลดทอนความดุดันในแววตาลงได้เลย "คุณธันวาคะ ผู้กองภคินโทรมาแจ้งว่า... หัวหน้าแก๊งโจรเมื่อคืนถูกรวบได้แล้วที่สถานีขนส่งครับ ส่วนแฟลชไดรฟ์ของคุณลลินปลอดภัยดี" เลขาสาวประจำสตูดิโอรายงานเสียงเบา ธันวาพยักหน้ารับเรียบๆ "อืม... แล้วลลินล่ะ" "คุณลลินเดินทางไปทำข่าวภาคสนามที่ต่างจังหวัดต่อตั้งแต่เช้าตรู่แล้วครับ เห็นบอกว่ามีประเด็นร้อนต้องรีบตามสืบต่อ..." คำตอบนั้นทำให้ธันวาชะงักมือที่กำลังจะหยิบกาแฟขึ้นดื่ม นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก—ไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็นความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้ ยายตัวแสบนั่น... รอดตายมาได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็วิ่งโร่เอาตัวไปเสี่ยงอันตรายอีกแล้วหรือไง! เขาคิดว่าออฟฟิศที่ไม่มีเสียงบ่นจุกจิก ไม่มีเสียงเคาะแป้นพิมพ์รัวๆ แบบไร้ความเกรงใจ และไม่มีเงาร่างระหงเดินวนเวียนไปมาคอยกวนประสาท มันควรจะเป็นสวรรค์ของคนรักความสงบและคลั่งงานอย่างเขาไม่ใช่หรือ? แต่ทำไม... ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานตั้งแต่วันนี้ตอนแปดโมงเช้า เขากลับรู้สึกว่าทุกตารางเมตรของที่นี่มันช่างกว้างใหญ่และเงียบเหงาจนน่าประหลาด เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยคุ้นหูกลับดังน่ารำคาญ กลิ่นกระดาษดราฟต์และแบบแปลนที่เขาเคยรัก กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง ออฟฟิศที่ไม่มีลลิน... มันเงียบเหงาเกินไปจริงๆ ธันวาสบถเบาๆ ในลำคอ เขาโยนปากกาในมือลงบนโต๊ะเสียงดังลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าเสื้อแจ็คเก็ตหนังมาพาดบ่าอย่างไม่ใส่ใจบาดแผล จากนั้นก็เดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงานทันที โดยไม่สนว่าเลขาจะเรียกตามหลังว่าอย่างไร สองชั่วโมงต่อมา รถยนต์สปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานมาจอดเทียบท่าหน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ลลินกำลังทำข่าวภาคสนาม ธันวาก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าบึ้งตึง เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่และผ้าพันแผลที่ขมับทำให้เขาดูเหมือนคนเพิ่งผ่านศึกสงครามมาหมาดๆ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขากวาดสายตามองหาเป้าหมาย จนกระทั่งพบร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงยีนส์ลุยๆ กำลังยืนถือไมโครโฟนสัมภาษณ์พยานด้วยความกระตือรือร้น ท่าทางคล่องแคล่วและรอยยิ้มมั่นใจนั่น... ทำให้คนที่ยืนกอดอกมองอยู่มุมตึกเผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้ ทันทีที่ลลินหันมาเห็นผู้ชายร่างสูงหน้าตาบดบังด้วยรอยแผลเป็นยืนกอดอกพิงเสาด้วยสีหน้าถมึงทึง เธอก็ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนต้องส่งไมโครโฟนให้ทีมงานถือแทน แล้ววิ่งดุ๊กๆ ตรงเข้ามาหา "นี่คุณธันวา! คุณมาทำอะไรที่นี่คะเนี่ย หน้าตาไปโดนอะไรมาเพิ่มอีกเนี่ย สภาพดูไม่จืดเลยนะ" ลลินเอ่ยปากแซทันทีตามนิสัยปากเก่ง แต่แววตากลับฉายแววห่วงใยที่ซ่อนไว้ไม่มิด ธันวาไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปประชิดตัวรวดเร็วจนลลินต้องผถอยหลังไปชนกับเสาปูน มือหนารวบต้นแขนเรียวบางทั้งสองข้างตรึงไว้เบาๆ แต่แน่นหนา นัยน์ตาคมกริบจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นจนคนถูกมองเริ่มใจสั่น "ใครอนุญาตให้คุณวิ่งแจ้นมาทำข่าวไกลถึงนี่ หะ ยัยนักข่าวตัวแสบ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยคาดคั้น แววตาซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ท่าทีดุดัน "ฉันเป็นนักข่าว ก็ต้องมาทำหน้าที่สิคะ อีกอย่าง คดีนั้นมัน..." ลลินอ้าปากจะเถียง แต่ถูกสายตาคมกริบดุๆ ของอีกฝ่ายขัดไว้ "ผมไม่สนคดีบ้าบออะไรนั่นทั้งนั้น..." ธันวาพูดแทรกขึ้น น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ แต่มันกลับชัดเจนก้องอยู่ในความเงียบงวดของบรรยากาศรอบตัว "รู้ไหม... ว่าออฟฟิศของผมมันเงียบจนน่ารำคาญแค่ไหน ตั้งแต่ไม่มีเสียงโวยวายของคุณคอยกวนประสาทผมทุกวัน" ลลินชะงัก หัวใจกระตุกวูบ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ "คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" "ผมไม่ได้บ้า..." ธันวาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูจนลมหายใจอุ่นปัดป่ายผ่านเส้นผม ลายเส้นความซึนเดระที่เคยห่อหุ้มตัวตนถูกทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความจริงใจที่ดุดันและร้อนแรง "ผมแค่รู้ตัวแล้วว่า... ถ้าไม่มีคุณคอยมาก่อกวนชีวิตสงบๆ ของผม ผมคงเฉาตายคาโต๊ะดราฟต์ไปซะก่อน..." เขายังไม่ทันได้พูดประโยคสารภาพที่ค้างคาต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของลลินก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ ท่ามกลางสายตาของทีมงานข่าวหลายคนที่เริ่มหันมามองด้วยความสงสัย ลลินหน้าแดงก่ำ รีบผลักอกแกร่งเบาๆ เพื่อเว้นระยะห่าง แต่ธันวากลับไม่ยอมปล่อยมือ เขายังคงจ้องมองเธอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์แกมบังคับ กลายๆ ว่าจะเอาคำตอบให้ได้ในวินาทีนี้ "รับสายสิ..." ธันวากระซิบชิดริมฝีปากเธอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ "แต่บอกมันไปซะ... ว่าคุณลาออกจากการเป็นนักข่าวลุยเดี่ยว มาเป็นเบ๊ส่วนตัวให้สถาปนิกแถวนี้ถาวรแล้ว" (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของผมเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%