เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานไม้สักอัดแน่นด้วยกลิ่นอายความเครียดสะสม ดังขึ้นราวกับเสียงประกาศิตจากศาลเตี้ย ธันวาขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์ใสคู่นั้นไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา แต่กลับจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดแปลนสถาปัตยกรรมค้างไว้ราวกับมันคือสรณะ
"คุณลลินครับ แย่แล้ว... เราเพิ่งได้เบาะแสใหม่เกี่ยวกับคดี และเป้าหมายของคุณ... กำลังเคลื่อนไหวแล้วครับ!"
เสียงของกองบรรณาธิการหนุ่มรุ่นน้องลอดผ่านโทรศัพท์มือถือที่วางเปิดสปีกเกอร์โฟนไว้บนโต๊ะ แต่ธันวาไม่ได้ใส่ใจจะหยิบมันขึ้นมาแนบหู ดวงตาคู่คมยังคงกวาดมองเส้นสายบนหน้าจอด้วยความหงุดหงิดที่อัดแน่นจนอกแทบระเบิด ข้างกายเขาคือพื้นที่ว่างเปล่า... พื้นที่ที่ปกติจะมีร่างเพรียวของนักข่าวสาวปากเก่งมานั่งป้วนเปี้ยน ส่งเสียงเถียงฉอดๆ หรือไม่ก็แอบหยิบกาแฟแก้วโปรดของเขาไปดื่มหน้าตาเฉย
แต่ตอนนี้... ไม่มีเธอ
หลังจากการปะทะคารมครั้งใหญ่เมื่อคืนก่อน ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะถอยคนละก้าว—ไม่ใช่เพื่อยอมแพ้ แต่เพื่อเว้นระยะให้พายุอารมณ์ในอกได้สงบลง ลลินย้ายข้าวของบางส่วนกลับไปตั้งหลักที่คอนโดส่วนตัว ส่วนเขาก็ขังตัวเองไว้ในสตูดิโอแห่งนี้ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กัดกินหัวใจที่ปกติไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใด
"ธันวา!" เสียงเปิดประตูกระแทกผนังดังปัง พร้อมกับร่างของลลินที่ก้าวพรวดพรากเข้ามาในห้องทำงานของเขาโดยไม่เคาะประตู นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นฉายแววตื่นตระหนกปนดุดัน เส้นผมที่มักจะรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยไม่เป็นทรง เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำยับยู่ยี่บ่งบอกว่าเธอเพิ่งผ่านการวิ่งฝ่าการจราจรนรกแตกมาหมาดๆ
ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงอย่างใจเย็น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่าทีสุขุมนุ่มลึกราวกับสุภาพบุรุษผู้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อสิ่งใด ขัดแย้งกับหัวใจที่กำลังเต้นรัวระรัวด้วยความเป็นห่วง
"คุณควรจะอยู่ที่คอนโดตามที่เราตกลงกันไว้นะครับ คุณลลิน" น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
"ข้อตกลงบ้าบออะไรตอนนี้เล่า!" ลลินก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน มือเรียวบางตบลงบนพื้นไม้เสียงดังสนั่น "นายไม่ได้ยินที่ฉันบอกเหรอ? เบาะแสใหม่ที่พวกเราตามหากันมาเป็นเดือน... มันไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตธรรมดาแล้วนะธันวา คนพวกนั้นกำลังจะลงมือเก็บพยานสำคัญ คืนนี้! และเป้าหมายต่อไปของมัน... อาจจะเป็นฉัน หรือไม่ก็นาย!"
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะประชิด กลิ่นอายเฉพาะตัวของหญิงสาวผสมผสานกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณความเป็นนักปกป้องที่เขาพยายามกดทับไว้ภายใต้ความเย็นชาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
"แล้วคุณวิ่งแจ้นมาหาผมแบบนี้ เพื่อเอาตัวเองมาเป็นโล่ให้ผมรึไงครับ?" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มมีประกายความไหววูบ "ไหนบอกว่าต้องการเวลาทบทวนตัวเองไงครับ? ไหนบอกว่าอยากอยู่คนเดียวเพื่อสงบสติอารมณ์?"
"ฉัน..." ลลินชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นอย่างคนจนแต้ม เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้จนเกินไป ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่ข้างแก้ม "ฉันก็แค่... เป็นห่วงนาย กลואהว่าถ้าฉันปล่อยให้นายเผชิญหน้ากับเรื่องนี้คนเดียว นายก็จะทำตัวเป็นฮีโร่บ้าบิ่น ปิดบังทุกอย่างไว้ข้างหลังรอยยิ้มปลอมๆ นั่นเหมือนทุกทีอีก!"
ธันวาชะงัก คำพูดของเธอเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจ ความซึนเดชาที่เขาพยายามสร้างเป็นกำแพงพังทลายลงในพริบตา มือหนายื่นออกไปคว้าข้อแขนเรียวบางไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่เต็มไปด้วยความอึดอัดและโหยหาที่อัดอั้นมานานนับสัปดาห์
"คุณเป็นห่วงผมเหรอครับ..." ธันวาเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบชิดกัน "ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก่อน คุณเพิ่งไล่ให้ผมไปตายซะเนี่ยนะ?"
"ธันวา! นี่ไม่ใช่เวลามาประชดนะ!" ลลินหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความเขินกันแน่ เธอยื้อแขนออกจากการเกาะกุม แต่แรงของสถาปนิกหนุ่มมีมากกว่าเธอนัก สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่ยืนนิ่งให้เขาขังไว้ระหว่างโต๊ะทำงานกับอ้อมแขนแกร่ง
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนรุ่มและอันตรายยิ่งกว่าคดีฆาตกรรมหรือการทุจริตใดๆ ในโลก
ดวงตากลมโตของลลินไหวระริกยามที่สบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนับร้อยพันที่เขาไม่เคยเอ่ยปากพูดออกมา ความดื้อรั้นทลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าและโหยหาที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของคนทั้งคู่
"ผมเกลียดเวลาที่คุณทำตัวอวดเก่งแบบนี้ที่สุดเลยครับ ลลิน" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า มืออีกข้างยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยออกจากใบหน้าเนียนอย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้หัวใจของนักข่าวสาวกระตุกวูบ "แต่ผมเกลียดตัวเองมากกว่า... ที่ไม่ว่าจะพยายามเว้นระยะห่างแค่ไหน สุดท้ายผมก็ยังวิ่งกลับมาหาคุณอยู่ดี"
ลลินอ้าปากค้าง หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอก คำพูดหวานเลี่ยนที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายปากจัดอย่างธันวาทำเอาเธอตั้งรับไม่ทัน ใบ้าร้อนผ่าวลามเลียไปถึงใบหู
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศสีชมพูจะทันได้หวานไปมากกว่านั้น เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของตึกก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีแดงฉานกะพริบวับวาบไปทั่วทั้งห้องทำงาน
ธันวาขมวดคิ้วฉับ สัญชาตญาณดิบตื่นตัวเต็มพิกัด เขาดึงลลินเข้ามาซุกไว้ข้างหลังทันที พร้อมกับคว้าท่อเหล็กแปลนงานบนโต๊ะมาถือไว้มั่น
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังวิ่งตรงมาที่ประตูหน้าห้อง... และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประตูไม้เนื้อแข็งก็ถูกถีบพังโครมเข้ามาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์สวมหน้ากากอนามัยสีดำนับสชีวิตที่กรูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และคอยให้กำลังใจกันมาตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง•ตอนที่ 16
ระยะทำใจหลังพายุ
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับคิวปิดสายเหวี่ยง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!