"โฮ่ง! แฮ่..."
เสียงคำรามของเจ้าสุนัขพันธุ์บางแก้วหน้าตาดุดันที่หลุดมาจากร้านขายต้นไม้ข้างทางดังขึ้น พร้อมกับตัวของมันที่พุ่งทะยานเข้ามาหมายจะขย้ำน่องขาของธันวาให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยสัญชาตญาณของอดีตซีอีโอผู้เคยผ่านสมรภูมิธุรกิจพันล้าน (และเคยวิ่งหนีเจ้าหนี้มาแล้วทั่วราชอาณาจักร) ธันวาจึงดีดตัวหลบได้อย่างงดงามราวกับนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทย
"คุณมินตราครับ... ช่วยยืนถือกระเป๋าให้ผมแป๊บหนึ่งนะครับ พอดีแถวนี้มีหมาบ้าหลุดมาเห่า ผมขอเวลาเคลียร์แป๊บเดียว เดี๋ยวพาไปเลี้ยงชาบูครับ"
ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท มือขวาคว้ากิ่งไม้ข้างทางขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม ขณะที่มินตราซึ่งยืนกอดอกถือกระเป๋าแบรนด์เนมปลอม (ที่ตอนนี้ข้างในอัดแน่นไปด้วยเงินสดจากระบบ) ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ เธอไม่ได้ตกใจกลัวหมาสักนิด แต่เธอชินชาจนอยากจะเอาส้นสูงฟาดหัวคนพูดมากกว่า
"ธันวา เลิกเล่นใหญ่แล้วจัดการมันให้จบๆ ฉันหิวชาบูจนจะกินหัวนายได้อยู่แล้วนะ" มินตราปรายตามอง พร้อมกับใช้มือปัดเศษฝุ่นที่กระเด็นมาโดนเสื้อเชير์ของเธอเบาๆ
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบช็อตฟีลตัวตึงดังขึ้นในหัวของธันวา ราวกับเสียงกริ่งหมดเวลาพักยก
[ภารกิจเฉพาะหน้า: ปราบหมาบ้าด้วยลีลาสุดเท่!]
[ของรางวัล: บัตรกำนัลร้านชาบูพรีเมียม 10,000 บาท และแต้มสะสมความกวนโอ๊ย 500 แต้ม]
[บทลงโทษหากล้มเหลว: ต้องเห่าแข่งกับหมาตัวนั้น 3 รอบหน้าเซเว่นฯ]
มุมปากของธันวากระตุกยิ้มขึ้นทันทีเมื่อได้ยินบทลงโทษ เขายอมตายเสียยังดีกว่าต้องไปนั่งเห่าโฮ่งๆ แข่งกับสี่ขาหน้าเซเว่นฯ ให้คนอื่นถ่ายคลิปลง TikTok
"รับทราบครับระบบ!"
ธันวาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องตาเจ้าบางแก้วเขม็ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาหมาถึงกับชะงักกึก เอียงคอด้วยความงุนงง
"เห้ยไอ้น้อง! เก๋ามาจากไหนวะ รู้จักพี่น้อยเสียแล้ว ขนมจีบซาลาเปามั้ยไอ้น้อง!"
เจ้าบางแก้ว: "..." (กูเป็นหมาครับพี่)
ท่าทางอันไร้สาระแต่จริงจังขั้นสุดของธันวาทำให้มินตราที่ยืนมองอยู่ถึงกับหลุดขำพรืดออกมา เธอหัวเราะจนไหล่สั่น แม้ภายนอกธันวาจะทำตัวเหมือนคนบ้าสติหลุด แต่มีเพียงเธอคนเดียวที่รู้ดีว่า... ผู้ชายคนนี้แบกรับอะไรมามากมายแค่ไหนก่อนที่ระบบบ้าๆ นี่จะโผล่เข้ามา
ผ่านไปไม่ถึงสามนาที เจ้าบางแก้วตัวนั้นก็ยอมจำนนด้วยความมึนงง เดินคอตกกลับเข้าไปในร้านต้นไม้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ธันวาปัดมือเบาๆ เดินกลับมาหามินตราด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับเพิ่งกู้โลกมาเสร็จ
"เห็นไหมครับคุณมินตรา ผมบอกแล้วว่าเอาอยู่ ไปครับ ไปกินชาบูเนื้อวากิว A5 ให้พุงกางกันเถอะ"
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันมาจนถึงร้านชาบูชื่อดังในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง บรรยากาศภายในร้านหรูหราอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปและเนื้อสัตว์เกรดพรีเมียม หลังจากสั่งอาหารชุดใหญ่จนเต็มโต๊ะ ธันวาก็รินน้ำชาให้มินตราอย่างสุภาพบุรุษ ก่อนจะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วทอดสายตามองออกไปนอกกระจกใส
"มองอะไรเหรอธันวา หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง" มินตราเลิกคิ้วถามพลางใช้ตะเกียบเขี่ยลูกชิ้นในหม้อ
"เปล่าครับ... แค่คิดถึงเมื่อก่อน" ธันวาตอบเสียงเบา รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าจางหายไป แทนที่ด้วยแววตาลึกซึ้งที่หาดูได้ยาก "ตอนที่เรากินมาม่าคัพห่อละหกบาทแบ่งกันกินสองคน... คุณจำได้ไหมครับ"
มินตรานิ่งไปชั่วขณะ มือที่ถือตะเกียบค้างกลางอากาศ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะเงียบลงทันทีเมื่ออดีตอันแสนยากลำบากถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง
"ทำไมจะไม่จำล่ะ" มินตราหัวเราะในลำคอ แววตาไหววับ "ตอนนั้นนายถังแตกจนไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อค่าห้อง นายแอบร้องไห้ในห้องน้ำแล้วบอกฉันว่า วันหนึ่งถ้ารวยขึ้นมาจะพาฉันกินชาบูทุกมื้อจนเดินไม่ไหว... ผ่านมาไม่กี่ปี นายกลายเป็น CEO พันล้าน แล้วก็ร่วงลงมาเป็นยาจกติดลบ แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นเศรษฐีประหลาดที่มีระบบบ้าๆ คอยสั่งให้ทำเรื่องตลก ชีวิตนายเนี่ย ยิ่งกว่าละครหลังข่าวอีกนะ"
ธันวายิ้มเจื่อนๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ "แหม คุณมินตราครับ อย่าเรียกว่ายาจกเลยครับ ให้เรียกว่า 'ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารหนี้สินระดับชาติ' จะดูเท่กว่าเยอะ"
"ย่ะ! พ่อคนปากดี" มินตราค้อนให้หนึ่งวง "แล้วไง? ไหนลองสารภาพมาซิ ว่าตอนที่นายลำบากที่สุดจนต้องมานอนซมที่ห้องฉัน นายคิดอะไรอยู่? แอบคิดจะหนีฉันไปหาเศรษฐีนีที่ไหนหรือเปล่า?"
คำถามของมินตราไม่ได้มีแววประชดประชัน แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกผูกพันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ธันวาวางตะเกียบลง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นจนมินตราต้องแปลกใจ
"ตอนนั้นเหรอครับ..." ธันวาเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า "ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรวย หรือเรื่องธุรกิจอะไรเลยสักนิด... สิ่งเดียวที่ผมกลัวที่สุดในตอนนั้น คือการที่ผมไม่มีปัญญาแม้แต่จะรักษาความเป็นอยู่ของคุณให้อยู่ในระดับที่คุณสมควรได้รับ"
มินตราเม้มปากแน่น หัวใจกระตุกวูบ
"คุณจำวันที่ผมล้มละลาย โดนเพื่อนร่วมงานหักหลัง บริษัทล้มละลายหนี้สินท่วมหัวได้ไหมครับ? วันนั้นผมนั่งอยู่ป้ายรถเมล์อย่างไร้จุดหมาย ฝนก็ตก รองเท้าก็ขาด มือถือก็แบตหมด... ผมโคตรสมเพชตัวเองเลยครับคุณมินตรา" ธันวาหัวเราะออกมาเบาๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "ผมคิดว่า ชีพจรลงเท้าแบบนี้ ปล่อยให้ผู้หญิงที่สวยและเก่งอย่างคุณเดินจากไปน่าจะดีกว่า คุณจะได้ไม่ต้องมาจมปลักกับผู้ชายเฮงซวยแบบผม"
"แล้วทำไมวันนั้นนายถึงไม่ยอมปล่อยมือล่ะ?" มินตราถามเสียงสั่นเล็กน้อย ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"ก็เพราะ..." ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิด แววตาจริงจังไร้ซึ่งความกวนประสาท "ตอนที่ผมเดินกลับมาถึงห้องเช่าโทรมๆ ด้วยสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ คุณไม่ได้ไล่ผมออกจากห้อง คุณไม่ได้ถามหาเงินสักบาท... แต่คุณยื่นผ้าขนหนูแห้งๆ กับมาม่าร้อนๆ ให้ผมชามหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า *'กินซะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน'*..."
ธันวาเว้นวรรคสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดอั้นความรู้สึก
"วินาทีนั้นแหละครับมินตรา... ต่อให้ระบบบ้าๆ นี่จะไม่ส่งภารกิจอะไรมาให้ผมเลย ต่อให้ผมต้องกลับไปเป็นยาจกติดลบอีกรอบ ผมก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด"
มินตรานิ่งอึ้ง สมองขาวโพลน คำพูดหวานเลี่ยนพวกนี้หากมาจากปากของผู้ชายคนอื่นเธอคงคิดว่ามันเป็นแค่คารมหลอกลวง แต่เมื่อมันมาจากปากของธันวา ผู้ชายที่เคยร้องไห้กอดเธอแน่นราวกับเด็กน้อยในคืนที่มืดมนที่สุด มันกลับมีน้ำหนักมากพอที่จะสั่นคลอนหัวใจที่แข็งกระด้างของเธอให้พังทลายลงมา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเดือดปุดๆ ของน้ำซุปชาบูเท่านั้นที่เป็นพยาน
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นทำลายบรรยากาศซาบซึ้งทันที ช่างเป็นระบบที่มีจังหวะนรกเสียจริง
[ตรวจพบความจริงใจระดับ 100%! ระบบมอบโบนัสพิเศษ: บัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัด (Infinite Black Card) และสิทธิ์การเป็นเจ้าของตึกคอมเพล็กซ์ใจกลางเมืองทันที!]
ธันวาแอบถอนหายใจยาวในใจ *ไอ้ระบบเวร เอ็งมาช็อตฟีลความโรแมนติกของฉันทำไมเนี่ย! กำลังซึ้งอยู่เลย!*
แต่ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยปากแก้เก้อ มินตราก็ยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เธอเอื้อมมือเรียวงามออกไปหยิบกระเป๋าเงินราคาแพงที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะเปิดซิปหยิบบัตรพลาสติกสีดำสนิทที่เพิ่งได้มาจากระบบเมื่อครู่ขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ
"พูดจาดีนี่ธันวา..." มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ไหนๆ ก็สารภาพความในใจซะหมดเปลือกแล้ว งั้นมื้อนี้... นายคงไม่ขัดข้องใช่ไหมถ้าฉันจะรูดการ์ดใบนี้จ่ายค่าอาหารทั้งหมด... รวมทั้งค่ากระเป๋าใบใหม่ที่ฉันเพิ่งเล็งไว้เมื่อกี้ด้วย?"
ธันวาตาโตทันที รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "เฮ้ยคุณมินตราครับ นั่นมันบัตรวงเงินไม่จำกัดนะ! จะเอาไปซื้อกระเป๋าใบละแสนไม่ได้นะคร้าบ!"
"ทำไมจะไม่ได้ ก็แคล้วคลาดจากหมาบ้ามาหมาดๆ ถือว่าฟาดเคราะห์ร่วมกันไง!" มินตราหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟเสียงดังฟังชัด
"น้องคะ! เช็คบิลค่ะ! รูดเต็มจำนวน!"
*แปะ!*
เสียงรูดบัตรเครดิตสีดำผ่านเครื่องEDCดังขึ้นอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ พร้อมกับหน้าจอระบบที่ขึ้นข้อความตัวโตสีทองประกาย
[หักเงินในระบบ: 154,300 บาท สำเร็จ!]
[ยอดคงเหลือในบัญชี: ∞ (อนันต์)]
ธันวานั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม มองมินตราที่กำลังเซ็นชื่อด้วยความสำราญใจ ขณะที่ข้างนอกร้าน... เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดใหญ่กำลังบินต่ำลงมาจอดสนิทบนลานจอดดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้า พร้อมกับร่างของชายชุดสูทสีดำสวมแว่นกันแดดหลายคนวิ่งกรูลงมาที่ลิฟต์แก้วมุ่งตรงมายังร้านอาหารแห่งนี้!
ปัง! ประตูร้านเปิดออกพร้อมกับบอดี้การ์ดร่างยักษ์คุกเข่าลงตรงหน้าโต๊ะของธันวาและมินตรา ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของลูกค้าทั้งร้าน
"ท่านประธานครับ! เครื่องบินส่วนพร้อมแล้วครับ! และนี่... ท่านประธานใหญ่ฝากบอกว่า คู่หมั้นของคุณผ่านบททดสอบความจริงใจแล้ว เตรียมจัดงานแต่งงานได้เลยครับ!"
ธันวา: "..."
มินตรา: "ห๊ะ... อะไรนะ?!"
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมหัวเราะไปด้วยกันนะครับ!
เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลตัวตึง•ตอนที่ 21
คำสารภาพของคนเคยรวย
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!