เสียงแก้วไวน์กระทบกันดัง *กริ๊ง* ในบรรยากาศดินเนอร์สุดหรูใจกลางมหานคร แต่เสียงนั้นเบาหวิวไปเลยเมื่อเทียบกับเสียงหัวใจของผมที่กำลังเต้นเร่าด้วยความหงุดหงิดระคนหึงหวง
รินรดากำลังส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้กับเชฟหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งเดินมาทักทายที่โต๊ะ รอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่ปกติมักจะใช้แยกเขี้ยวใส่ผม เวลาอยู่ต่อหน้าไอ้หน้าหล่อลูกครึ่งนี่ ทำไมถึงได้ดูอ่อนหวานนักเล่า!
"อาหารมื้อนี้ถูกปากไหมครับ มาดมัวแซลริน" เชฟหนุ่มคนนั้นส่งสายตาหวานเชื่อม พ่วงด้วยการจุมพิตที่หลังมือเรียวของเธอเบาๆ ตามธรรมเนียม
ให้ตายสิ... มือข้างนั้นผมยังไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องด้วยซ้ำไอ้เวรนี่มันบังอาจเกินไปแล้ว!
"อร่อยมากค่ะเชฟ โดยเฉพาะซอสทรัฟเฟิลฝีมือคุณ ละมุนลิ้นมากเลย" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งกระซิบกึ่งเย้าแหย่
ผมกระแทกแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น จนน้ำสีทับทิมกระฉलोकปริ่มขอบ สายตาคมกริบราวกับใบมีดหันขวับไปมองคนทั้งคู่ทันที ความร้อนระอุพุ่งพล่านขึ้นมาถึงโคนผม แต่กระนั้น ผมก็ยังสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปั้นหน้าตาย เย็นชา ไร้ความรู้สึกใส่เธอตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้ชายปากแข็ง
"ถ้าจะมาสวีทกันนอกรอบ กรุณาไปที่อื่นครับ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะ และเสียงหัวเราะของพวกคุณมันรบกวนสมาธิในการวิเคราะห์อาหารของผม"
น้ำเสียงของผมราบเรียบ ไร้อารมณ์ และเยือกเย็นราวกับถูกแช่แข็งในตู้คอนเทนเนอร์ แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยไฟโทสะที่พยายามกดทับเอาไว้อย่างเต็มที่
รินรดาหันขวับมามองทันที รอยยิ้มหวานเชื่อมเมื่อครู่อันตรธานหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาขุ่นเคืองที่พร้อมจะพ่นไฟใส่ผมได้ทุกเมื่อ เชฟฝรั่งเศสคนนั้นหน้าเสียไปเล็กน้อยก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงหนีไปอย่างรวดเร็ว
"คุณเป็นบ้าอะไรของคุณอีกเนี่ย คีย์ตวัท!" รินรดากระแทกเสียงใส่ทันทีที่ลับตาแขกคนอื่น เธอโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ แววตาวาววับด้วยความไม่พอใจ "ฉันจะคุยกับใคร ยิ้มให้ใคร มันก็เรื่องของฉัน คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำหน้าตายก Trough ใส่ชาวบ้านเขาแบบนี้!"
ผมแค่นอนพิงพนักเก้าอี้ กอดอกมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม
"สิทธิ์เหรอครับ? อย่าสำคัญตัวเองผิดเลยรินรดา ผมแค่ทำหน้าที่วิจารณ์... ไม่ใช่แค่อาหารบนจาน แต่รวมถึงมารยาทบนโต๊ะอาหารด้วย ซึ่งบอกตามตรงว่ามันแย่มาก ยิ่งตอนที่คุณทำตัวเหมือนผู้หญิงไร้คลาสหัวเราะต่อกระซิกกับผู้ชายแปลกหน้า มันน่าสมเพชเสียจนผมไม่อยากมอง"
เพียะ!
ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็นเสียงฝ่ามือบางที่ตบลงบนโต๊ะอาหารจนจานสั่นสะเทือน รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หน้าอกกระเพื่อมไหวด้วยแรงอารมณ์ ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้... ชาตินี้คุณคงหาแฟนไม่ได้หรอกคีย์ตวัท! ดีแต่เหยียดคนอื่น ปากปีจอ เย็นชาเป็นน้ำแข็ง! ถ้าฉันจะทำตัวไร้คลาสแล้วมันไปหนักส่วนไหนของคุณไม่ทราบ!" เธอตวาดกร้าวเสียงสั่นด้วยความโมโห
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ นิ่งสนิท ราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีวันกระเพื่อม ทั้งที่ข้างในมันกำลังแผดเผาจนแทบคลั่ง *หนักส่วนไหนงั้นเหรอ? ก็หนักอยู่ในหัวใจผมนี่ไงเล่า... ยัยผู้หญิงโง่!*
"มันไม่ได้หนักส่วนไหนของผมหรอกครับ แต่เกรงว่าความประพฤติ 'ร่านรัก' ของคุณมันจะทำลายชื่อเสียงของรายการที่เรากำลังร่วมงานกันอยู่ต่างหาก" ผมสวนกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนที่ตั้งใจให้มันเจ็บแสบที่สุด
ให้ตายเถอะ... พอคำว่า *'ร่านรัก'* หลุดออกจากปากตัวเอง ผมก็อยากจะตบปากตัวเองสักร้อยครั้งให้สมกับความปากเสีย ทว่าทิฐิและมาดนายวิจารณ์จอมหยิ่งมันค้ำคอจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
รินรดาชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ทำเอาผมหายใจติดขัด
"หึ... ร่านรักเหรอคะ? ขอบคุณสำหรับคำชมนะเชฟปากร้าย แต่จำไว้เถอะ ต่อให้ฉันจะไปทอดสะพานให้ใคร มันก็ยังดีกว่าการเอาเวลามานั่งเห่าหอนหวงก้างอย่างไร้เหตุผลแบบคุณ!"
พูดจบเธอก็คว้ากระเป๋าถือ หมุนตัวเดินสะบัดออกไปจากร้านอาหารหรูทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ผมนั่งนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย็นชาที่เคยสร้างขึ้นมาเกราะกุมหัวใจพังทลายลงในพริบตา ภาพแผ่นหลังที่เดินจากไปของเธอซ้อนทับกับความกลัวลึกๆ ที่ผมพยายามปฏิเสธมาตลอด... *เธอจะไปจริงๆ*
ผมลุกพรวดขึ้นทันที หมายจะก้าวเท้าตามออกไปกระชากตัวเธอกลับมาอธิบายให้รู้เรื่อง แต่ทว่า...
พรึบ!
จู่ๆ ไฟในภัตตาคารก็ดับลงสนิทเหลือเพียงแสงเทียนสลัว เสียงดนตรีแจ๊สที่เคยบรรเลงเบาๆ ก็เงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของผม
"ขอโทษนะครับคุณคีย์ตวัท..." เสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลเอ่ยขึ้น พร้อมกับวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงตรงหน้าผม "มีคนฝากสิ่งนี้มาให้คุณครับ... บอกว่าเป็น 'หลักฐานชิ้นสุดท้าย' ก่อนที่คุณจะสูญเสียทุกอย่างไป"
ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง มองหน้าชายแปลกหน้าสลับกับซองเอกสารบนโต๊ะ "ใครส่งมา?"
ชายคนนั้นยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูผม
"คนที่คุณเพิ่งไล่ตะเพิดไปเมื่อกี้... และตอนนี้ เธอกำลังขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเพื่อเดินทางข้ามทวีปกลับปารีส โดยมี 'เชฟฝรั่งเศส' คนนั้นตามติดไปดูแลไม่ห่างครับ"
หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั่วทั้งร่างชาดิกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นักเขียนเสมอนะครับ
เชฟสายแซ่บกับทริปปะทะคารมข้ามทวีป•ตอนที่ 12
เมื่อความซึนทำงานหนัก
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายแซ่บกับทริปปะทะคารมข้ามทวีป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!