เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีแดงกะพริบตัดกับความมืดมิดของห้องครัวสเตนเลสสตีลขนาดใหญ่ยามเที่ยงคืน กลิ่นไหม้ของซอสราสเบอร์รี่ผสมกับควันสีเทาคลุ้งกระจายจนแสบจมูก ท่ามกลางความโกลาหลนั้น รินรดายืนไอโขลกอยู่หน้าเตาไฟที่เปลวเพลิงยังคงลุกท่วมกระทะคูเปอร์ ร่างเพรียวพยายามคว้าผ้าห่มกันไฟอย่างลนลาน แต่ความตื่นตระหนกทำให้มือเจ้ากรรมสั่นเทาจนคว้าอะไรไม่จับ
“หลบไป!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่พุ่งเข้ามาประชิดตัว คีย์ตวัทในชุดเชิ้ตสีเข้มที่ถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก ไม่รอให้หญิงสาวได้เถียง เขากระชากผ้าห่มกันไฟจากมือเธอมาคลุมทับลงบนกระทะอย่างแม่นยำ พร้อมกับปิดวาล์วแก๊สในเสี้ยววินาที ความร้อนที่แผดเผาสลายตัวลงเหลือเพียงกลุ่มควันจางๆ และกลิ่นฉุนที่ยังคงลอยอวลในอากาศ
ห้องครัวทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่
รินรดายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ เส้นผมสีเข้มที่หลุดลุ่ยไม่เป็นทรงแนบติดกับกรอบหน้าคมคาย ดวงตากลมโตตวัดมองคนตรงหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ แม้ในใจจะรู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งช่วยชีวิตเธอไว้จากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ก็ตาม
“คุณเข้ามาทำไมดึกดื่น... แล้วใครใช้ให้มาทำเสียงดังใส่ฉันเล่า” น้ำเสียงติดจะห้วนจัดถูกส่งออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกที่ยังเต้นเร้าอยู่ในอก
คีย์ตวัทไม่ได้ตอบทันที เขายังคงยืนประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังของหญิงสาวเกือบจะชิดกับขอบโต๊ะเตรียมอาหาร ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่สำรวจใบหน้าและเนื้อตัวของเธออย่างรวดเร็วเพื่อหาบาดแผล ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะตามสไตล์นักวิจารณ์ปากร้าย
“ถ้าผมไม่เข้ามา ป่านนี้ห้องครัวระดับมิชลินสตาร์แห่งนี้คงเหลือแต่ตอตะโกไปแล้ว คุณนี่มันสร้างเรื่องเก่งไม่เว้นแม้กระทั่งตอนตีสองจริง ๆ นะครับ เชฟรินรดา”
“ฉันแค่ลองปรับสูตรซอสตามที่คุยกันไว้เมื่อตอนเย็นต่างหากเล่า มันผิดพลาดนิดหน่อยเองน่า!” รินรดาเถียงกลับทันควัน ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธปนความอבายอ้อนที่ถูกจับผิดในยามที่เธอกำลังอ่อนแอที่สุด “แล้วก็เลิกทำหน้ายโสโอหังใส่ฉันสักทีเถอะ คุณคีย์ตวัท คุณคิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน ถึงชอบเที่ยวสั่งคนอื่นเขาน่ะ”
เธอดันอกแกร่งให้ออกห่าง แต่วินาทีนั้นเองที่ข้อเท้าของเธอเกิดพลิกวูบจากการถอยหลังสะดุดลังไม้ใส่เครื่องเทศ ร่างบางเซถลาล้มลง แต่ก่อนที่แผ่นหลังจะได้กระแทกพื้นกระเบื้องแข็ง คีย์ตวัทไวเท่าความคิด มือหนาคว้าเอวบางเข้าหาตัวอย่างแรง แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปกองบนพื้นด้วยกัน โดยมีร่างสูงทับอยู่ด้านบน
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนก่อนหน้า
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน รินรดานิ่งค้างไป สมองขาวโพลนเมื่อสบเข้ากับดวงตาสสีเข้มที่มักจะมองเธอด้วยความเย็นชาและจับผิดเสมอ แต่ในเวลานี้ แววตานั้นกลับไหววูบ สะท้อนภาพเงาของเธอชัดเจน และเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยปาก
คีย์ตวัทมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากลมโตที่ฉายแววตื่นตระหนก มือหนาที่ยังคงโอบเอวเธอไว้เผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโกรธเคืองและปากร้ายที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของกันและกันที่เต้นรัวแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในยามวิกาล
“คุณ... ลุกออกไปได้แล้วมั้งคะ” เสียงของรินรดาเบาหวิวกว่าทุกที ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดไม่รู้
“ปากเก่งนักนะเวลาปกติ” คีย์ตวัทเอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน “แต่เวลานี้ทำไมถึงได้เงียบนักล่ะครับ”
“ฉันไม่ได้เงียบ... อุ๊บ!”
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากหยักประทับลงมาปิดเรียวปากของเธออย่างรวดเร็ว ไม่มีร่องรอยของการบังคับ มีเพียงความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความโหยหาและแรงปรารถนาที่ถูกเก็บกดไว้มานานภายใต้หน้ากากของคำวิจารณ์และข้อพิพาท รินรดาดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ สมองตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก มือเล็กที่ตั้งใจจะผลักอกเขาออกในตอนแรก กลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อความหวานล้ำและสัมผัสอุ่นซ่านแผ่ขยายไปทั่วร่าง
มันเป็นจูบที่ยาวนาน ท่ามกลางกลิ่นควันจางๆ และเศษซากความวุ่นวายในครัว แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาที่โลกทั้งใบหยุดหมุนเหลือเพียงคนสองคน
เมื่อคีย์ตวัทยอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาของเขาก็มองสำรวจใบหน้าของเธอที่ตอนนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู รินรดาหอบหายใจหนักหน่วง เธอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความเขินอายผสมกับความสับสนที่ตีรวนอยู่ในอก
“คุณมัน... ฉวยโอกาสที่สุด” เธอกระซิบเสียงสั่น พยายามหลบสายตาที่พราวระยับไปด้วยความคลั่งรักของคนตรงหน้า
“ผมแค่ทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้ามาในครัวนี้ต่างหาก” คีย์ตวัทยิ้มมุมปาก ยอมขยับตัวลุกขึ้นยืนแต่โดยดี พร้อมกับยื่นมือหนามาตรงหน้าเธอ “ลุกขึ้นเถอะครับ เชฟรินรดา พรุ่งนี้เรายังมีงานใหญ่ต้องสะสางอีกเยอะ”
รินรดายื่นมือไปจับฝ่ามืออุ่นนั้นเพื่อดึงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ทว่าในจังหวะที่มือทั้งสองสัมผัสกันและเธอกำลังจะก้าวเท้าออกจากจุดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ปัง! ปัง!
ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลเรียบร้อยยืนอยู่หลังกระจก ใบหน้าเคร่งเครียดและดวงตาที่กวาดมองเข้ามาในครัวด้วยความตกใจระคนสงสัย
“คุณคีย์ตวัทครับ! เกิดอะไรขึ้นข้างในทำไมสัญญาณเตือนภัยถึง... อ้าว?”
เลขาฯ ส่วนตัวของคีย์ตวัทชะงักกึกเมื่อประตูบานเลื่อนถูกเปิดออก และภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือเจ้านายหนุ่มมาดขรึมยืนอยู่เคียงข้างเชฟสาวชื่อดังในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบเขม่าควันทั้งคู่
คีย์ตวัทหันกลับมามองรินรดาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวออกไปบังหน้าประตูเพื่อกันไม่ให้เลขาฯ มองเห็นสภาพภายในห้องครัวมากกว่านี้ พร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบสนิทที่ซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้มิดชิด
“ไม่มีอะไรเสียหายครับคุณวิทย์ แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย... แต่สำหรับเรื่องสำคัญกว่านั้น พรุ่งนี้เช้าผมมีเรื่องจะประกาศให้ทุกคนในทีมได้รู้พร้อมกัน”
รินรดายืนใจเต้นรัวอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงของเขา สมองพลanตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดและความหมายแฝงในประโยคนั้น... *เรื่องสำคัญอะไรที่เขาคิดจะประกาศกันแน่?*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้เชฟสายแซ่บกับนักวิจารณ์ปากร้ายมาจนถึงบทนี้นะครับ
เชฟสายแซ่บกับทริปปะทะคารมข้ามทวีป•ตอนที่ 14
คืนที่ยาวนาน
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายแซ่บกับทริปปะทะคารมข้ามทวีป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!