เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เร่งรีบจนเกือบกลายเป็นวิ่งบนพื้นขัดมันของตึกวิจัยคณะแพทยศาสตร์ ทำให้พรีมประภาแทบจะต้องกลั้นหายใจ แรงกดดันจากสายเรียกเข้าเมื่อครู่ยังคงสั่นสะท้อนอยู่ในอกราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำๆ เมื่อศาสตราจารย์แพทย์นพดลเสด็จมาตรวจความเรียบร้อยด้วยตัวเองแบบไม่ทันตั้งตัว แพทย์ฝึกหัดอย่างเธอจึงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจแรง ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะผลักบานประตูห้องปฏิบัติการเพื่อเข้าไปเตรียมรายงานเคสผู้ป่วย สายตาคู่สวยกลับสะดุดเข้ากับภาพบางอย่างที่ทำให้ร่างเพรียวชะงักงัน ราวกับถูกแช่แข็งไว้กลางอากาศ
ภายในห้องพักผ่อนส่วนท้ายของตึกวิจัย ซึ่งควรจะว่างเปล่าในยามวิกาลเช่นนี้ กลับมีเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนประชิดกันอยู่
คิมหันต์... นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสาม เจ้าของเรือนผมสีเข้มที่มักจะยุ่งเหยิงเป็นเอกลักษณ์และเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่เปื้อนคราบกาวตราช้างจางๆ กำลังยืนก้มหน้าลงต่ำ ใกล้กับเด็กสาวปีหนึ่งหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งในคณะเดียวกัน มือหนาข้างหนึ่งของเขายันขอบโต๊ะทำงานไว้เพื่อบล็อกพื้นที่ ขณะที่รุ่นน้องตัวเล็กคนนั้นกำลังเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยดย้อย มือเรียวเล็กของอีกฝ่ายแตะลงเบาๆ บนปกเสื้อช็อปของเขา ราวกับกำลังช่วยปัดเศษกระดาษหรือจัดความเรียบร้อยให้... เป็นภาพที่สนิทสนม เกินกว่าคำว่า 'รุ่นพี่รุ่นน้อง' จะอธิบายได้
พรีมประภากลืนก้อนสะอื้นฝืดเคืองลงคอ ความรู้สึกแปลบปลาบที่แล่นริ้วขึ้นมากลางอกไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความรู้สึก 'ชา' ไปทั่วร่างอย่างประหลาด
ภาพของคิมหันต์ที่เคยมานั่งรอเธอหน้าตึกคณะแพทยศาสตร์ด้วยท่าทางกวนประสาท คนที่เคยบ่นว่าเกลียดกลิ่นโรงพยาบาลที่สุดในโลกแต่ก็ยังยอมถือกล่องข้าวตุ๋นยาจีนมานั่งเฝ้าเธอจนหลับคาเก้าอี้ คนที่เคยบอกว่าสายตาของเขามองเห็นแค่ผู้หญิงปากแข็งคนเดียว... ภาพเหล่านั้นซ้อนทับขึ้นมาในหัว แล้วถูกกระชากให้แตกละเอียดด้วยภาพตรงหน้าในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
*เขาก็แค่... ผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่ง*
เสียงกระซิบเยียบเย็นในหัวใจดังขึ้นตอกย้ำ พรีมประภากัดริมฝีปากล่างแน่นจนห้ามความสั่นเทาของมันไม่ได้ เธอยกมือขึ้นจับขอบกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวของตัวเองไว้แน่น ราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยพยุงไม่ให้เธอล้มลงตรงนั้น สมองที่เคยฉลาดเฉียบคมในการวินิจฉัยโรคกลับตื้อตันไปหมด เธอไม่รู้ว่าควรจะเดินเข้าไปถามตรงๆ หรือควรจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นจากตรงนี้
แต่ในวินาทีนั้นเอง คิมหันต์ก็เหมือนจะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาหันขวับมาทางประตูด้วยสัญชาตญาณ และทันทีที่ดวงตาสคมกริบ coughed คู่นั้นสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวังของพรีมประภา ประกายตาดุดันและขี้เล่นเป็นประจำก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
"พรีม..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชื่อเธอแผ่วเบา ร่างสูงผละออกจากรุ่นน้องคนนั้นทันทีราวกับโดนไฟลวก เขารีบก้าวเท้าเข้ามาหาเธอด้วยความร้อนรน สีหน้าของพ่อหนุ่มสถาปัตย์หน้ามึนผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครในปฐพี กลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดเป็นครั้งแรก
"เดี๋ยว... พรีมฟังคิมก่อน มันไม่ใช่แบบที่..."
"ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ คิมหันต์"
พรีมประภาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่ง เย็นชา และห่างเหินเสียจนคนฟังรู้สึกเจ็บแปลบที่ขั้วหัวใจ เธอยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เขาเดินเข้ามาใกล้ไปมากกว่านั้น รอยยิ้มหยันที่มุมปากถูกส่งให้เขา เป็นรอยยิ้มที่เชือดเฉือนและทำลายความรู้สึกของคนมองได้ดีกว่าการตะโกนด่าทอเสียอีก
"หน้าที่ของคิม... ไม่จำเป็นต้องมารายงานฉันหว่านล้อมอะไรทั้งนั้นค่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน" เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมเสียงไม่ให้สั่น พยายามงัดเอาความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีขึ้นมาปกป้องหัวใจที่กำลังร้าวราน "แล้วก็... กรุณาถอยไปด้วยค่ะ อาจารย์นพดลใกล้จะมาถึงแล้ว ฉันต้องรีบไปเตรียมตัวตรวจเคส"
พูดจบ แพทย์ฝึกหัดสาวก็เบี่ยงตัวหลบหนีจากร่างสูงที่พยายามจะคว้าแขนเธอไว้ ปลายเล็บของเธอจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเองจนเจ็บ เพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่ไม่ควรจะไหลออกมาให้ผู้ชายแบบเขาเห็นเด็ดขาด เธอเดินผ่านเขาไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้คิมหันต์ยืนค้างเติ่งอยู่กลางห้อง โดยมีสายตาของรุ่นน้องปีหนึ่งมองตามด้วยความงุนงง
คิมหันต์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เขารู้สึกเหมือนหัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความร้อนรนตีรวนขึ้นมาจนหน้าชา มือหนายกขึ้นขยี้กลุ่มผมตัวเองจนยุ่งเหยิงหนักกว่าเดิมเมื่อหันกลับไปมองรุ่นน้องที่ยังทำหน้าเลิกลั่ก
"มิน... เธอนี่นะ หาเรื่องให้ฉันซวยจนได้!" คิมหันต์หันไปเอ็ดรุ่นน้องสาวเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิด
"ก็เอกสารโครงโปรเจกต์มันขาดนี่คะพี่คิม มินแค่วานให้พี่ช่วยดูแปลนโครงสร้างให้หน่อยเดียวเอง... ใครจะไปรู้ว่าคุณหมอคนสวยแฟนพี่จะมาเห็นตอนที่มินกำลังจะสะดุดล้มพอดีเล่า" เด็กสาวทำหน้ามุ่ยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความกลุ้มใจ เขารู้ดีว่าพรีมประภาเป็นคนประเภทปากแข็งและคิดมากแค่ไหน ยิ่งเธอแสดงท่าทีนิ่งเฉยใส่แบบเมื่อครู่ นั่นแปลว่ากำแพงในใจของเธอถูกสร้างขึ้นมาสูงลิ่วจนยากจะพังทลายลงได้ในเวลาสั้นๆ แน่ๆ และถ้าปล่อยให้ความเข้าใจผิดนี้ยืดเยื้อต่อไป มีหวังเขาคงต้องสูญเสียคุณหมอปากแข็งคนนี้ไปตลอดกาลแน่
คิมหันต์ตัดสินใจสาวเท้าก้าวออกจากห้องพักผ่อนเพื่อตามไปอธิบายให้รู้เรื่อง แม้ว่าในหัวจะคิดไม่ออกเลยว่าควรจะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี แต่ทว่า เมื่อเขาเดินพ้นประตูห้องแล็บออกมาที่โถงทางเดินยาวหน้าตึกวิจัย บรรยากาศรอบตัวกลับเงียบงัดจนผิดปกติ เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินสวนเข้ามาจากมุมตึกทำให้นายสถาปัตย์หนุ่มต้องชะงักฝีเท้าลง
ร่างสูงของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคลุมกาวน์สีขาวสะอาดตา ปักชื่อตำแหน่งระดับศาสตราจารย์พิเศษ พร้อมด้วยแว่นสายตากรอบทองที่สะท้อนแสงไฟนีออนวาววับกำลังเดินตรงมาทางนี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจังขั้นสุด ข้างกายของเขาคือพรีมประภาที่ยืนก้มหน้าพยายามหลบสายตา ขณะที่ศาสตราจารย์แพทย์นพดลหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าคิมหันต์พอดี
ดวงตาคมกวาดมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าของหนุ่มวิศวะ/สถาปัตย์ที่แต่งตัวผิดระเบียบด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคณะแพทย์จะเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานที่ทรงพลังจนคนฟังต้องขนลุก
"เธอสินะ... นักศึกษาคณะสถาปัตย์ที่ชอบทำตัววุ่นวายป้วนเปี้ยนแถวตึกวิจัยของหมอพรีมช่วงนี้... หวังว่าคงจะมีเหตุผลที่ดีพอสำหรับการบุกรุกพื้นที่หวงห้ามในยามวิกาลแบบนี้นะครับ... คุณคิมหันต์"
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วมาลุ้นบททดสอบหัวใจของพี่คิมกับหมอพรีมกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง•ตอนที่ 17
ความเข้าใจผิดครั้งที่หนึ่ง
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!