เสียงสัญญาณรัวกระชั้นชิดจากปลายสายดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องพักแพทย์ที่เย็นเฉียบ ขณะที่หน้าจอสมาร์ตโฟนปรากฏชื่อ "สถาปัตย์หน้ามึน" สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว
พรีมประภากวาดนิ้วปัดรับสายด้วยความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกถึงกระดูกสันหลัง ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการไม่ได้นอนติดต่อกันมากว่าสามสิบชั่วโมง ร่างกายของแพทย์ฝึกหัดสาวแทบจะไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัวอยู่แล้ว เสียงถอนหายใจยาวเหยียดเล็ดลอดผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนที่เธอจะกรอกเสียงลงไปโดยไม่มีแรงแม้แต่จะเอ่ยคำทักทายหวานๆ เหมือนเคย
"คิม... พรีมเพิ่งเคลียร์เคสด่วนเสร็จเมื่อกี้ค่ะ ตอนนี้ขอตัวไปงีบก่อนสักยี่สิบนาทีนะ ไว้ค่อยโทรหากัน..."
"แล้วนี่กินอะไรหรือยัง?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความกระวนกระวายของคิมหันต์ดังแทรกขึ้นมาทันที ไม่มีความนุ่มนวลอย่างที่เคยเป็น ความเงียบงันชั่วอึดใจแผ่ขยายระหว่างคลื่นสัญญาณ พรีมสัมผัสได้ถึงแรงอารมณ์บางอย่างที่อัดแน่นอยู่เบื้องหลังน้ำเสียงนั้น
"ยังเลยค่ะ พรีมไม่มีอารมณ์จะกินอะไรทั้งนั้น ตาจะปิดอยู่แล้ว คิมมีอะไรหรือเปล่าคะ ดึกมากแล้วนะ ทำไมยังไม่นอนอีก งานโมเดลส่งพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?"
"แล้วคิดว่าฉันนั่งทำโมเดลหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียวเพราะอะไรล่ะพรีม!"
เสียงทุ้มตวาดลอดออกมาจากโทรศัพท์ แม้จะไม่ดังมากแต่กลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังจนเจ็บแปลบ คิมหันต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ แต่ความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการโหมงานหนักสะสมมาหลายวันทำให้เขาควบคุมคำพูดตัวเองไม่ได้ "เรานัดกันไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ว่าคืนนี้เที่ยงคืนจะวิดีโอคอลกินข้าวด้วยกัน ฉันเคลียร์ทุกอย่างจนเสร็จเพื่อมารอเธอ แต่เธอก็หายเข้ากลีบเมฆไปอีกแล้ว... นี่ครั้งที่สามของสัปดาห์นี้แล้วนะพรีม!"
พรีมขมวดคิ้วแน่น ความน้อยใจที่สะสมมานานปะทุขึ้นมาในอกจนร้อนผ่าวที่ขอบตา มือบางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อต่อนิ้วซีดขาว
"คิมก็รู้ว่าพรีมไม่ได้ตั้งใจจะเบี้ยว! เคสด่วนอุบัติเหตุหมู่เมื่อหัวค่ำมันไม่ใช่เรื่องที่พรีมจะเลือกได้นะคะ หมอเวรอีกคนท้องเสียเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ถ้าพรีมไม่ลงไปช่วยแล้วใครจะทำ? ชีวิตคนไข้อยู่ในมือพรีมนะ คิมจะให้พรีมทิ้งคนไข้แล้ววิ่งมารอวิดีโอคอลกับคิมเหรอคะ!"
"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!" คิมหันต์ขึ้นเสียงใส่ ปลายสายได้ยินเสียงกระแทกวัตถุเบาๆ คล้ายเข็มขัดหรือคัตเตอร์ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด "แต่เธอพูดเหมือนว่าเวลากับความรู้สึกของฉันมันไม่มีค่าอะไรเลยพรีม! เธอเห็นคนไข้สำคัญกว่าฉันตลอดเวลา... แล้วตัวฉันล่ะ? ฉันแฟนเธอนะเว้ย!"
คำว่า 'แฟน' ที่ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและเกรี้ยวกราด ทำให้พรีมสะอึกจนพูดไม่ออก ความเหนื่อยล้าทางร่างกายผสมผสานกับความกดดันทางจิตใจทำให้หยาดน้ำตาแห่งความคับ
แค้นใจไหลรินอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
"ถ้าคิมจะคิดว่าพรีมเห็นแกตัว... หรือเห็นคนอื่นสำคัญกว่าตามใจคิมเลยค่ะ พรีมเหนื่อยมากแล้ว ไม่มีแรงมานั่งทะเลาะหรืออธิบายอะไรให้คิมเข้าใจอีกแล้วนะ แค่นี้นะคะ"
"เดี๋ยวก่อนพรีม! พรีม...!"
*ติ๊ด!*
พรีมกดตัดสายอย่างไร้เยื่อใย เธอทรุดร่างลงนั่งกุมขมับบนเก้าอี้พลาสติกในห้องพักแพทย์อย่างไร้เรี่ยวแรง หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นกระทบหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิท ความเงียบงันรอบตัวยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างกัดกินหัวใจจนแทบแหลกสลาย เธอรักเขา... รักมากจนยอมทนทุกอย่าง แต่ทำไมเวลาของคนสองคนถึงได้สวนทางกันจนกลายเป็นกำแพงหนาที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาสองคนแบบนี้
ในขณะเดียวกัน ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คิมหันต์ยืนค้างเติ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานรกๆ ของตัวเอง โทรศัพท์มือถือยังคงแนบอยู่กับหู แม้สัญญาณจะถูกตัดไปแล้ว ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความโกรธและเสียใจ เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนนิ้วสั่นเทา ก่อนจะเหวี่ยงมันลงบนโซฟาตัวเก่าจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
"โธ่เว้ย!"
ชายหนุ่มสบถออกมาอย่างหัวเสีย เสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อขึ้นลวกๆ เขาทรุดตัวลงนั่งกุมหัวกับโต๊ะ ท่ามกลางซากโมเดลกระดาษชานอ้อยที่ทำค้างไว้ ความเงียบในสตูดิโอดึกสงัดทำให้เสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความโมโหและเป็นห่วงดังชัดเจนในโสตประสาท เขารู้ว่าตัวเองพูดแรงเกินไป รู้ว่าพรีมเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ความโดดเดี่ยวที่ต้องนั่งรออย่างไร้จุดหมายมันก็กัดกินความอดทนของเขาจนหมดสิ้นเช่นกัน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง พร้อมกับกระป๋องกาแฟเย็นที่ถูกวางลงบนโต๊ะเสียงดัง *แป๊ก* ธามเพื่อนสนิทสายวิศวะโยธาที่แวะมาส่งของดึกๆ มองเพื่อนรักด้วยสายตาที่คาดเดาความรู้สึกได้ยาก
"ทะเลาะกันอีกแล้วล่ะสิ เสียงดังทะลุมาถึงระเบียงตึกโน้น" ธามถอนหายใจยาว พิงสะโพกกับขอบโต๊ะแล้วกอดอกมองเพื่อน "แกก็ใจร้อนเกินไปวะไอ้คิม น้องมันเป็นหมอ เคสด่วนมันบังคับไม่ได้ แกก็น่าจะรู้ดี"
"แล้วแกคิดว่าฉันไม่รู้เหรอวะไอ้ธาม!" คิมหันต์เงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน "ฉันพยายามเข้าใจมาตลอด พยายามเป็นแฟนที่ดี ไม่เคยงี่เง่าเรื่องไม่มีเวลา แต่บางที... บางทีฉันก็แค่อยากให้เธอหันมามองฉันบ้าง ไม่ใช่มีแต่คนไข้และโรงพยาบาล"
"ถ้าแกเหนื่อยนัก ก็บอกเลิกน้องเขาไปสิ..."
ธามพูดเปรยๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นกลับเหมือนมีดกรีดลงกลางใจของคิมหันต์ ชายหนุ่มหันขวับไปมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาวาวโรจน์ทันที
"แกพูดบ้าอะไรวะไอ้ธาม! ใครจะไปเลิก!"
"อ้าว ก็เห็นแกทำท่าเหมือนจะขาดใจตายอยู่ทุกวัน" ธามยักไหล่อย่างไม่ยี่หศอ ก่อนจะตบไหล่เพื่อนเบาๆ "ถ้าไม่อยากเลิก ก็หุบปากแล้วขับรถไปง้อน้องมันซะตอนนี้ ก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป... ดูพยากรณ์อากาศหรือยังวะไอ้คุณชาย พายุฝนกำลังจะเข้ากรุงเทพฯ รอบดึกแล้วนะเว้ย"
คิมหันต์นิ่งงันไปเมื่อได้ยินคำเตือนนั้น เขารีบหันไปมองนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของสตูดิโอ ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยโปร่งโล่ง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนสีดำทะมึน ลมกระโชกแรงเริ่มพัดกระหน่ำจนต้นไม้ใหญ่หน้าคณะไหวเอนรุนแรง ประсาทสัมผัสเตือนภัยในอกร้องเตือนเสียงดังระรัว
เวลาเดียวกันนั้น ที่หน้าโรงพยาบาลศูนย์กลางเมือง พรีมประภาตัดสินใจลุกขึ้นยืนคว้าเสื้อกาวน์มาสวมทับด้วยความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก เธอทนอยู่ในห้องพักแพทย์คนเดียวไม่ไหว จึงตั้งใจจะเดินลงไปซื้อกาแฟกระป๋องที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงพยาบาลเพื่อเรียกสติ และเผื่อว่า... เผื่อว่าความเย็นของสายฝนด้านนอกจะช่วยดับความร้อนรุ่มในหัวใจลงได้บ้าง
ร่างบางก้าวเดินออกมาจากลิฟต์โดยสารผ่านโถงทางเดินยาวของแผนกฉุกเฉิน บรรยากาศยามดึกเงียบสงบผิดปกติ มีเพียงเสียงลมพายุที่พัดหวีดหวิวปะทะกระจกด้านนอก เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ
พรีมก้าวเท้าผลักประตูกระจกใสออกไปสู่ลานจอดรถด้านนอกทันที โดยไม่ได้ทันสังเกตเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่ยืนพิงรถกระบะสีดำคันคุ้นเคยอยู่ใต้แสงไฟสลัวของเสาไฟส่องทาง
แสงแฟลชจากฟ้าแลบแปลบปลาวาฬสว่างวาบขึ้นทั่วท้องฟ้า เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปียกชุ่มไปด้วยละอองฝนของคิมหันต์ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งสำนึกผิด เป็นห่วง และโหยหา
พรีมสะดุ้งสุดตัว ก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก "คิม...?"
คิมหันต์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวขายาวๆ ฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงตรงดิ่งเข้ามาหาเธอทันที ก่อนที่พรีมจะทันได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ก็โผเข้าคว้าตัวเธอเข้าสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นและแน่นแฟ้นจนแทบจมหายไปกับแผ่นอกกว้าง
สัมผัสเปียกชื้นจากเสื้อผ้าของเขาไม่ได้ทำให้พรีมรู้สึกหนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย กลับกัน... ความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่โอบกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปไหน กลับทำให้หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วไหลทะลักออกมาอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุม
"อย่าเงียบใส่ฉันอีกนะพรีม..." เสียงกระซิบพร่าเลือนดังแนบชิดใบหท่ามกลางเสียงสายฝนที่เริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "ฉันยอมทุกอย่างแล้ว... ขอร้องล่ะ อย่าบอกเลิกฉันเลยนะ"
พรีมเม้มริมฝีปากแน่น มือบางที่เคยคิดจะผลักไส กลับยกขึ้นโอบกอดรอบเอวสอบของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธเคืองทั้งหมดมลายหายสิ้นไปในพริบตา เหลือเพียงความโหยหาที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจของคนทั้งคู่
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันและความซาบซึ้งกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของพรีมก็แผדเสียงกรีดร้องแหลมสูงขึ้นตัดผ่านความเงียบของพายุฝน... เป็นเสียงแจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับสีแดงจากห้องผ่าตัดที่ดังซ้ำๆ ย้ำเตือนถึงหน้าที่และความเป็นจริงอันโหดร้ายที่พวกเขายังคงต้องเผชิญ!
- เกียร์เปื้อนกาวใจ -
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ)*
สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง•ตอนที่ 31
วิกฤตความรู้สึก
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!