“พรีม!”
เสียงเรียกนั้นไม่ได้ลอยมาตามลม แต่มันพุ่งทะลวงผ่านความเงียบงันในโถงผู้ป่วยใน ราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบลงกลางอกของคิมหันต์ ร่างสูงโปร่งในชุดช็อปคณะสถาปัตย์ที่เปรอะเปื้อนคราบกาวตราช้างและสีฝุ่น ชะงักกึกอยู่กับที่ ถุงกระดาษใส่ซาลาเปาร้อนๆ ที่ตั้งใจหอบมาฝากแพทย์ฝึกหัดสาวแทบจะร่วงหลุดจากมือ
ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงและกวนประสาทในยามปกติ ตอนนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด หัวใจของนายสถาปัตย์หน้ามึนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นเอกสารราชการสีครีมในมือเรียวบางของคนตรงหน้า
หมอพรีม หรือพรีมประภา เม้มริมฝีปากแน่นจนแทบไม่เหลือสีเลือด ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะมองเขาด้วยความดุและระอาอยู่เสมอกลับไหวระริก เธอพยายามหลบสายตาเขาเบี่ยงเบนไปมองกระถางต้นลิ้นมังกรริมทางเดิน ราวกับมันมีความน่าสนใจมากกว่าผู้ชายที่ยืนหายใจหอบโยนอยู่ตรงหน้า
“คำสั่งลงมาแล้วเหรอคะ...” คิมหันต์ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอในระยะประชิด กลิ่นอายความเป็นช่างที่คุ้นเคยผสมปนเปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล น้ำเสียงที่เคยติดตลกและยียวนในยามปกติ ตอนนี้กลับแหบพร่าและสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ “ทำไมเร็วนักล่ะพรีม ไหนบอกว่าเดือนหน้าไม่ใช่เหรอ...”
“ทางโรงพยาบาลขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางช่วงฉุกเฉินค่ะคิม...” พรีมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมของเธอมีรื้นหยาดน้ำใสๆ คลออยู่จางๆ “พรีมในฐานะแพทย์ฝึกหัด... ถูกเลือกให้ไปประจำการที่โรงพยาบาลอำเภอชายแดนทางภาคเหนือ เป็นเวลาสามเดือนค่ะ”
สามเดือน...
ตัวเลขสั้นๆ แต่กลับหนักอึ้งราวกับหินภูเขาไฟที่กดทับลงบนหัวใจของคนฟัง คิมหันต์หัวเราะออกมาในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อลวกๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะที่สันจมูกตัวเองตามนิสัยเวลาที่กำลังพยายามระงับอารมณ์โกรธและเสียใจ
“สามเดือนเนี่ยนะพรีม! จังหวัดนั้นมันห่างจากกรุงเทพฯ เป็นร้อยๆ โล ทางก็ลำบัด แล้วคุณ... คุณเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ยังไง!” น้ำเสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดเจือความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด มือหนาทิ้งถุงซาลาเปาลงบนเก้าอี้ม้าสำรองอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้หลวมๆ “ยกเลิกคำสั่งนั้นซะสิ บอกผู้อำนวยการไปว่าคุณไม่พร้อม หรือให้ผมไปคุยกับอาจารย์หมอให้ไหม?”
“คิมหันต์!” พรีมขึ้นเสียงปราด ดวงตาดุคู่เดิมฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที “อย่าทำตัวเป็นเด็กไร้เหตุผลนะคะ นี่คือหน้าที่ นี่คือจรรยาบรรณของหมอ ประชาชนที่นั่นรอความช่วยเหลืออยู่ พรีมเป็นหมอ... จะให้เห็นแก่ตัวเห็นแก่ความสุขส่วนตัวแล้วปฏิเสธหน้าที่ได้ยังไงคะ”
คำว่า ‘หน้าที่’ และ ‘ความสุขส่วนตัว’ กระแทกเข้าใส่หน้าของคิมหันต์เต็มแรง ร่างสูงชะงักค้าง แววตาที่เคยร้อนรนแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้ง เขายอมรับว่าตัวเองเป็นแค่เด็กสถาปัตย์หัวรั้นที่สนใจแค่งานออกแบบ โมเดล และผู้หญิงตรงหน้า ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่ระดับเสียสละเพื่อประชาชีเหมือนเธอเลยสักนิด
“แล้วผมล่ะพรีม...” คิมหันต์พูดเสียงเบาหวิว ชนิดที่ถ้าเสียงพัดลมเพดานไม่ดังกลบไปเสียก่อน เธอคงไม่ได้ยิน “ความสุขของพรีม... ไม่มีผมรวมอยู่ด้วยเลยใช่ไหม ถึงได้ตัดสินใจจะไปไกลขนาดนั้นโดยที่ไม่ปรึกษาผมก่อนสักคำ”
ประโยคนั้นทำให้พรีมสะอึก เธอรู้ดีว่าคิมหันต์คลั่งรักเธอมากแค่ไหน แม้ปากจะบอกว่ารำคาญความตามตื๊อ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายสถาปัตย์หน้ามึนคนนี้ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องเดินคนเดียวเลยสักครั้ง ไม่ว่าเธอจะเข้าเวรดึกดื่นแค่ไหน หรือเหนื่อยล้าจากการผ่าตัดนานนับสิบชั่วโมง คิมหันต์จะคอยนั่งรออยู่ที่โรงอาหารของโรงพยาบาลเสมอ พร้อมกับนมจืดอุ่นๆ และรอยยิ้มกวนๆ ที่ช่วยชาร์จพลังให้เธอได้ทุกครั้ง
“พรีมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ...” เสียงของเธออ่อนลงโดยอัตโนมัติ มือเล็กเอื้อมไปแตะท่อนแขนแกร่งที่เกร็งเกร็งภายใต้เสื้อช็อป “พรีมแค่... ไม่มีเวลาเตรียมใจเหมือนกันค่ะ มันกะทันหันมาก”
“งั้นก็ไม่ต้องไป” คิมหันต์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงดุดันแต่แฝงไว้ด้วยความอ้อนวอนอย่างที่คนอื่นไม่มีวันได้เห็นจากผู้ชายคนนี้ “เรามาลาออกจากหมอแล้วมาช่วยผมเปิดบริษัทสถาปัตย์ดีกว่าพรีม เดี๋ยวผมเลี้ยงคุณเอง ผมหาเงินเก่งน่า...”
“คิม!” พรีมหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เธอตีเข้าที่ต้นแขนเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ “พูดจาเหลวไหลใหญserแล้วนะคะ นั่งเรียนแพทย์มากว่าจะจบเลือดตาแทบกระเด็น จะให้ลาออกง่ายๆ ได้ยังไงเล่า”
“ก็ผมไม่อยากให้คุณไปนี่หว่า...” คิมหันต์พึมพำเสียงอ่อย ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กหนุ่มตัวโตที่กำลังจะถูกพรากของรักไปจากอก เขาขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้ชิด “รู้ไหมว่าผมกลัวอะไร... ผมกลัวว่าความห่างไกลมันจะทำให้เราเปลี่ยนไป กลัวว่าเวลาที่เราไม่ได้เจอกัน... คุณจะชินกับการไม่มีผมอยู่ข้างๆ”
พรีมเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอเข้าใจความรู้สึกของเขาดี เพราะเธอก็กลัวไม่แพ้กัน ความรักของเธอกับคิมหันต์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเริ่มต้นจากความปากแข็งของเธอและความกวนประสาทของเขา กว่าจะยอมรับหัวใจตัวเองได้ก็ผ่านเรื่องราวมาตั้งมากมาย แล้วตอนนี้... อุปสรรคชิ้นใหญ่กำลังจะเข้ามาทดสอบความมั่นคงของพวกเขาแล้ว
“พรีมไม่ใช่คนใจง่ายแบบนั้นหรอกค่ะคิม...” พรีมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของแพทย์สาวฉายความมั่นคงและจริงจัง “ถ้าใจพรีมมันจะเปลี่ยนไป... มันคงเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนที่คุณเอาสีสเปรย์ไปพ่นกำแพงหน้าคณะแพทย์เพื่อตามจีบพรีมวันนั้นแล้วล่ะค่ะ”
คิมหันต์ชะงักไปนิด ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะยกยิ้มขึ้นทีละน้อย เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและละมุนละไมที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น มือหนายื่นออกไปประคองแก้มเนียนนุ่มของเธอด้วยความทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาที่ปริ่มๆ ตรงหางตาให้อย่างเบามือ
“จำแม่นจังนะเรื่องนั้น” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยแซح “แสดงว่าตอนนั้นแอบประทับใจผมล่ะสิ ถึงได้จำได้แม่นขนาดนี้”
“หลงตัวเองค่ะ” พรีมค้อนให้วงใหญ่ แต่ไม่ได้ปัดมือเขาออก หนำซ้ำยังเผลอเอียงแก้มแนบฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากซอกมือของนายสถาปัตย์ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจเธอได้ชะงัดนัก
“ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน...” คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาหน้าผากชิดกับหน้าผากของเธอ กระซิบแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนน่าใจหาย “ต่อให้ระยะทางมันจะกี่ร้อยกิโล หรือเวลาจะต่างกันแค่ไหน... สัญญากับผมได้ไหมพรีม ว่าต่อให้เราไม่ได้เจอกัน แต่หัวใจของเราจะยังอยู่ตรงนี้... เหมือนเดิม”
“ค่ะ... สัญญา” พรีมพยักหน้ารับช้าๆ น้ำตาระลอกใหม่เอ่อคลออีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพราะความเสียใจ หากแต่เป็นเพราะความซาบซึ้งใจที่มีผู้ชายคนนี้คอยยืนหยัดอยู่เคียงข้างเสมอ
“แล้วก็...” คิมหันต์เว้นจังหวะ ดวงตาคมกริบพราวระยับขึ้นมานิดหน่อยตามประสาคนเจ้าเล่ห์ที่เริ่มกลับร่างเดิม “ห้ามมองหมอหนุ่มที่โรงพยาบาลนั้นเด็ดขาดนะพรีม ถึงพวกเขาจะหน้าตาดีแค่ไหน ก็สู้สถาปัตย์หน้ามึนคนนี้ไม่ได้หรอก เชื่อผมสิ”
“ยอตัวเองเก่งเป็นที่หนึ่งเลยนะคะคุณคิม!” พรีมหัวเราะออกมาได้ในที่สุด บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่คลี่คลายลง เหลือเพียงความหวานละมุนที่อบอวลอยู่รอบตัวท่ามกลางกลิ่นอายโรงพยาบาล
คิมหันต์ยิ้มกว้าง เขาช้อนคางมนขึ้นมา แล้วกดจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากเนียนอย่างทะนุถนอมและรักใคร่ เป็นการประทับตราจองล่วงหน้าก่อนที่เธอจะต้องเดินทางไกลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันรู้เลยว่า... การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องระยะทางเท่านั้นที่เป็นบททดสอบ
สามวันต่อมา ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารภาคเหนือ
เสียงประกาศตารางเดินรถดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเร่งรีบของผู้คน พรีมในชุดเสื้อเชิร์ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแลคเข้ารูป ยืนถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่โดยมีน้ำใสเพื่อนสนิทคอยยืนส่งอยู่ใกล้ๆ
“ดูแลตัวเองดีๆ นะแก ถ้าไอ้คุณคิมมันโทรมางอแง ก็บอกมันว่าฉันพร้อมจะหยيزหัวมันให้ทุกเมื่อถ้ามันทำแกเสียใจ” น้ำใสเอ่ยด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับสวมกอดเพื่อนสาวแน่น
“รู้แล้วน่า แกก็เหมือนกันนะน้ำใส ทำงานหนักแล้วอย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลาล่ะ” พรีมยิ้มบางๆ ก่อนจะกวาดสายตามองหาร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่บอกว่าจะมาส่งแต่ตอนนี้ยังไม่โผล่มา
*หรือว่ารถจะติดวะ...* พรีมคิดในใจอย่างร้อนรน ใกล้เวลาที่รถจะออกอยู่แล้วเชียว
ทันใดนั้น เสียงท่อไอเสียรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันใหญ่ก็คำรามก้องเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทด้านหน้าสถานี ร่างสูงโปร่งในชุดช็อปวิศวะ-สถาปัตย์ที่คุ้นเคยถอดหมวกกันน็อกออกอย่างรีบร้อน เรือนผมสีเข้มชื้นเหงื่อและยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการขับรถฝ่ารถติดมาด้วยความเร็วกระโ진 คิมหันต์หอบหายใจโยนกุญแจรถให้เพื่อนที่ขี่ตามมาอีกคันรับไว้ ก่อนจะวิ่งสี่คูณร้อยตรงดิ่งเข้ามาหาเธอ
“พรีม!” คิมหันต์ตะโกนเรียกชื่อเธอลั่นสถานี ผู้คนหันมามองเป็นตาเดียว แต่เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากผู้หญิงคนนี้
พรีมเบิกตากว้างเมื่อเห็นสภาพของเขา หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที “คิม! บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรีบมาขนาดนี้ เหนื่อยไหมเนี่ยดูสิเหงื่อท่วมเลย”
คิมหันต์ไม่ตอบ เขาเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ คว้ามือบางทั้งสองข้างมากุมไว้แน่น ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าหวานราวกับจะจดจำทุกรายละเอียดก่อนที่เธอจะจากไปไกลสายตา
“ผมเกือบมาไม่ทัน...” เสียงของเขาหอบเหนื่อยเล็กน้อย “ผมกลัว... กลัวว่าจะไม่ได้กอดคุณก่อนรถออก”
พรีมยิ้มทั้งน้ำตา เธอรู้ซึ้งถึงความคลั่งรักของเขาดี มือเรียวยกขึ้นเช็ดเหงื่อที่ขมับให้เขาอย่างอ่อนโยน “พรีมยังอยู่นี่ค่ะ ยังไม่ได้ไปไหนสักหน่อย”
คิมหันต์ดึงร่างบางเข้าไปกอดไว้แนบอกแน่น อ้อมกอดที่อบอุ่นและคุ้นเคยทำให้พรีมหลับตาลงซึมซับความรู้สึกนี้ไว้ให้มากที่สุด ก่อนที่เขาจะกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูเธอ
“เดินทางปลอดภัยนะครับ... แล้วผมจะรีบเคลียร์งานแล้วตามไปหา... อย่าเพิ่งเบื่อหน้าผมซะก่อนล่ะ”
พรีมพยักหน้ารับในอ้อมอกเขา ก่อนจะผละออกเพื่อเตรียมเดินขึ้นรถตามเสียงเรียกของนายท่า เธอยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายโบกมือลาแล้วหันหลังเดินเข้าไปในตัวรถทัวร์
คิมหันต์ยืนมองแผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆ เดินลับตาไป หัวใจของเขาโหวงเหวงแปลกๆ ราวกับมีชิ้นส่วนสำคัญหลุดหายไป เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งรถทัวร์คันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาและลับหายไปจากสายตา
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อช็อปดังขึ้น คิมหันต์หยิบมันขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะเป็นข้อความจากพรีม แต่พอยอดหน้าจอขึ้นมา... หัวใจที่โหวงเหวงอยู่แล้วกลับกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่มยิ่งกว่าเดิม
เบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคยส่งรูปถ่ายใบหนึ่งมาให้ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่อ่านแล้วเลือดในกายเย็นเฉียบ
*[รูปถ่าย: ภาพของหมอพรีมกำลังยืนคุยอยู่กับผู้ชายในชุดกราฟฟิกแพทย์คนหนึ่งที่หน้าโรงพยาบาลปลายทางอย่างสนิทสนม]*
*“ยินดีต้อนรับสู่แดนไกลนะคุณสถาปัตย์... ระวังหมอถิ่นเขาจะคาบไปกินก่อนนะ”*
ดวงตาคมกริบของคิมหันต์หรี่แคบลงทันที ความหึงหวงพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปن มือหนาบีบสมาร์ทโฟนในมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน...
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและคอยเติมความหวานให้หัวใจยัยเกียร์เปื้อนกาวใจคนนี้เสมอนะคะ!
สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง•ตอนที่ 28
บททดสอบความไกล
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับเร่งรัดของสถาปัตย์หน้ามึนกับคุณหมอปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!