"ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะมองผมด้วยสายตาแบบนั้น รินรดา... ผมเกรงว่าค่ำคืนนี้เราคงไม่ได้นอนกันทั้งคืน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้ใบหน้าคมคายของคีรินดูดุดันและทรงอำนาจราวกับรูปสลักของเทพแห่งความมืด ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเผยให้เห็นแผงอกกว้างและรอยสักเลือนราง ขยับเข้าประชิดร่างบางที่ถูกต้อนจนแผ่นหลังแนบสนิทกับบานกระจกใสบานใหญ่ เบื้องล่างคือทัศนียภาพของมหานครยามค่ำคืนที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟ แต่วินาทีนี้ ไม่มีสิ่งใดดึงดูดสายตาของรินรดาได้เท่ากับนัยน์ตาคมกริบที่กำลังจ้องมองเธอราวกับสัตว์ป่ากำลังรอตะครุบเหยื่อ
รินรดากัดริมฝีปากแน่น พยายามซ่อนอาการสั่นเทาของปลายนิ้วที่กำชายเสื้อกันหนาวของตัวเองไว้มั่น แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก แต่เธอก็ยังเชิดหน้าขึ้นสู้ด้วยศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่
"คุณคีรินไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน..." น้ำเสียงของเธอยังคงแข็งกร้าว แม้จะสั่นน้อยๆ เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของชายหนุ่มเอื้อมมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสที่ทั้งคุกคามและชวนให้หลอมละลายในเวลาเดียวกัน
"สิทธิ์งั้นหรือ?" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเยียบเย็นและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยไล้ริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างถือดี "คุณลืมไปแล้วหรือรินรดา ว่าคุณเอาชีวิตและอิสรภาพทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของผมตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวเข้ามาในอาณาจักรแห่งนี้แล้ว"
แรงกดดันจากร่างกายที่โน้มลงมาทาบทับทำให้รินรดาแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและน้ำหอมกลิ่นไม้เข้มข้นโابล้อมรอบตัวเธอไว้ทุกทิศทาง มันเป็นความอึดอัดที่เย้ายวนใจอย่างประหลาด จนเธอต้องหลับตาลงชั่วขณะเพื่อตั้งสติ
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะท้าทายคุณ..." เธอผ่อนลมหายใจ ยอมลดทิฐิลงครึ่งหนึ่งเมื่อตระหนักดีว่าการต่อกรกับมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลผู้นี้มีแต่จะทำให้ตัวเองแหลกสลาย "แต่เรื่องในอดีตของคุณ... มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรเข้าไปก้าวก่ายไม่ใช่หรือคะ... เอ่อ... ครับ" เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามในใจเมื่อนึกถึงสายตาจับผิดของเขา
คีรินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะบนมุมปากจางหายไป เหลือเพียงแววตาที่ลุ่มลึกและมืดมนลงกว่าเดิม มือหนาที่เคยยึดคางเธอไว้เปลี่ยนเป็นเลื่อนขึ้นมาสัมผัสเส้นผมยาวสลวย ค่อยๆ ปลดปิ่นปักผมของเธอออกจนกลุ่มผมสีดำสนิทแผ่สยายเคลียคลอลาดไหล่ระหง
"คุณอยากรู้เรื่องของผมมากขนาดนั้นเชียวหรือ" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน แต่กลับอันตรายยิ่งกว่าเดิม
"ฉันเปล่า..."
"โกหก" คีรินกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนเธอกายสะท้าน "แววตาของคุณเมื่อครู่... มันฟ้องว่าคุณกำลังสงสารผม และผมเกลียดความสงสารที่สุด รินรดา"
ทันใดนั้น มือแกร่งก็รวบเอวบางเข้าหาตัวจนแนบชิด ไม่เหลือช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน ความร้อนจากร่างกายของเขาส่งผ่านเนื้อผ้าทะลุเข้ามาจนรินรด้ารู้สึกราวกับถูกเผาผลาญ ริมฝีปากหยักลึกฉวยโอกาสกดจູບลงมาที่ซอกคอขาวผ่องอย่างอุกหาญ สัมผัสที่หนักหน่วงและจาบจ้วงทำให้เธอเผลอครางประท้วงในลำคอ แต่มันกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนในตัวชายหนุ่มให้พลุ่งพล่านยิ่งขึ้น
"อื้อ... คุณคีริน..." มือเรียวเล็กยกขึ้นดันไหล่กว้าง แต่มันช่างไร้ความหมายเมื่อเทียบกับพละกำลังมหาศาลของเขา
คีรินผงศีรษะขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบทอประกายวับวามยามก้มลงมองใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธและแรงปรารถนา เขากวาดสายตามองริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการบดขยี้เมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับหนักอึ้งราวกับแบกรับเรื่องราวมาทั้งชีวิต
"สิบปีก่อน... ตรงมุมมืดของตรอกแคบๆ ห่างจากคฤหาสน์ตระกูลหลิวไม่ถึงกิโลเมตร แม่ของผมถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาผมในขณะที่เธอกำลังพยายามปกป้องผมจากกระสุนนัดนั้น"
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปในพริบตา ร่างกายของรินรดาที่กำลังเกร็งขัดขืนค่อยๆ อ่อนปวกเปียก
ความแข็งกระด้างในแววตาของคีรินถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าอันหนצוดเหน็บ ซึ่งเป็นความมืดมนที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยวใดๆ
"คุณ..." รินรดาอ้าปากค้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจและเวทนาที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก
"ผมในวัยสิบสองปีนั่งกอดศพแม่ที่ชุ่มไปด้วยเลือด ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา และสาบานกับความมืดว่า จะตามล่าพวกมันทีละคน... จนกว่ามันจะชดใช้ด้วยชีวิตที่ทรมานยิ่งกว่าความตาย" คีรินก้มหน้าลงซบหน้าผากเข้ากับลาดไหล่ของเธอ ปลายจมูกโด่งรั้นสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนที่ช่วยบรรเทาความพายุร้ายในใจเขาได้เพียงชั่วครู่ "นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เคยปรานีใคร เพราะโลกใบนี้ไม่เคยปรานีผม รินรดา"
สัมผัสที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความเปราะบางอย่างหาได้ยากยิ่ง ทำให้มือที่เคยผลักไสค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยกขึ้นโอบรอบแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดบาปและความเห็นอกเห็นใจผสมปนเปกันอยู่ในอก จนเธอแทบแยกไม่ออกว่านี่คือเกมจิตวิทยาของมาเฟียร้าย หรือคือตัวตนที่แท้จริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากแห่งความโหดร้าย
คีรินเงยหน้าขึ้นสบตาเธออีกครั้ง แววตานั้นไม่ได้เย็นชาไร้หัวใจอย่างเคย แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและแรงดึงดูดที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
"และตอนนี้..." นิ้วเรียวของเขาไล้กรอบหน้าเธออย่างทะนุถนอม ราวกับเธคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่โสมมใบนี้ "คุณก็รู้ความลับที่แม้แต่เงาของผมยังไม่มีสิทธิ์รู้... คุณคิดว่าผมจะยอมปล่อยให้คุณเดินออกไปจากชีวิตผมได้จริงๆ หรือครับ"
รินรดานิ่งงัง ลมหายใจติดขัดเมื่อริมฝีปากของเขาโน้มลงมาประทับจูบอย่างแผ่วเบาที่เปลือกตา ลามเลียลงมาที่พวงแก้มและหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเธออีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนป่าเถื่อน แต่มันคือจูบที่เปี่ยมไปด้วยพันธนาการทางใจที่ผูกมัดเธอไว้จนดิ้นไม่หลุด
ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนที่ยาวนาน เสียงกระซิบพร่าเลือนดังขึ้นข้างใบหูของเธออีกครั้ง ก่อนที่สติทั้งหมดจะหลุดลอยไปกับรสสัมผัสที่เขาปรนเปรอ
"เตรียมตัวรับผลของการรู้ความลับนี้ได้เลย... ที่รัก"
ทว่า ในขณะที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบสนิทกันอีกครั้ง เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาของลูกน้องคนสนิท พร้อมกับข่าวสารที่ทำให้สีหน้าของคีรินเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขีดสุดในเสี้ยววินาที
"นายครับ... คนจากตระกูลศัตรูบุกเข้ามาถึงชั้นใต้ดินแล้วครับ และพวกมัน..." ลูกน้องชะงักไปเล็กน้อย "พวกมันพาตัวประกันมาด้วย... เป็นคนที่คุณคุ้นเคยที่สุดครับ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงมืดแห่งเสน่หาไปด้วยกันนะครับ
เดทลับฉบับมาเฟียร้าย•ตอนที่ 17
คำสารภาพของปีศาจ
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดทลับฉบับมาเฟียร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!