“ถ้าเราก้าวเท้าลงไปในรอยแยกนั่น แล้วกลับขึ้นมาไม่ได้อีกเลย คุณจะเสียใจไหมเอเลน่า?”
ผมถามขณะที่นิ้วโป้งยังคงลูบไล้รอยสลักบนเหรียญเงินเก่าคร่ำคร่า ซึ่งเป็นมรดกชิ้นเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนหายตัวไป เสียงฝีเท้าของเรากระทบกับพื้นหินกรวดในอุโมงค์แคบๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด แสงจากไฟฉายคาดหัวของเอเลน่าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเดินที่มั่นคงของเธอ
เอเลน่าหยุดเดินกะทันหัน เธอหันกลับมามองผม แววตาของเธอสะท้อนแสงไฟฉายจางๆ เป็นประกายที่อ่านไม่ออก “กานต์... เราไม่ได้เดินทางมาไกลขนาดนี้เพียงเพื่อจะมาถามหาคำตอบเรื่องความเสียใจหรอกนะ ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเดินทาง แต่มันคือการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เคยรู้เลยว่า 'คำตอบ' ที่เราตามหานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”
เธอยื่นมือมาจับไหล่ผม บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “และถึงแม้ข้างล่างนั่นจะมีแค่ความว่างเปล่า อย่างน้อยเราก็ได้พิสูจน์แล้วว่ารอยเท้าของเราไม่ได้จางหายไปอย่างไร้ความหมาย”
ผมถอนหายใจยาว พยักหน้าแทนคำตอบ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ไอเย็นเยียบพุ่งปะทะผิวหนังจนขนลุกชัน ไม่ใช่ความหนาวจากสภาพอากาศภายนอก แต่เป็นความเย็นที่ส่งผ่านมาจากผนังหินที่สลักลวดลายประหลาดคล้ายแผนที่ดวงดาว เรากำลังก้าวเข้าสู่เขตแดนที่ไร้ชื่อบนแผนที่โลก
“นั่นดูสิ” เอเลน่าพึมพำพลางชี้ไปที่เบื้องหน้า
เบื้องหน้าของเราคือทางตัน... หรือที่ผมเคยคิดว่าเป็นทางตัน ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผมแกะรอยบันทึกของพ่อ ผมเฝ้าฝันถึงจุดนี้ จุดที่เส้นทางของประวัติศาสตร์และปมในใจของผมมาบรรจบกันตรงหน้า แผ่นหินบานใหญ่ที่ปิดตายอยู่ถูกฉลุเป็นลวดลายดอกไม้ที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก ทว่าตรงกลางของมันกลับมีร่องรอยวงกลมขนาดพอดีกับเหรียญเงินในมือผม
หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความสับสน ความตื่นเต้น และความโหยหาพ่อผสมปนเปจนมือของผมเริ่มสั่นเทา ผมค่อยๆ ก้าวไปยืนหน้าประตูหินนั้น สูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของความเก่าแก่และฝุ่นผงที่กักขังตัวเองมานานนับศตวรรษพุ่งเข้าปะทะจมูก
“ถ้าเปิดมันออก... เราอาจจะเปลี่ยนโลก หรืออาจจะทำให้บางอย่างสูญหายไปตลอดกาล” ผมพูดทิ้งท้ายก่อนจะตัดสินใจวางเหรียญลงในช่องว่างนั้น
เสียงกลไกหินกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโถงถ้ำ เศษหินร่วงกราวลงมาจากเพดาน เอเลน่าดึงตัวผมถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว ประตูหินหนักอึ้งค่อยๆ เคลื่อนตัวแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแสงสีฟ้าจางๆ ที่สาดส่องออกมาจากภายใน ราวกับดวงดาวในยามค่ำคืนที่ถูกกักขังไว้ในกล่องไม้
เราก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป และสิ่งที่เห็นทำเอาผมต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก
ใจกลางของโถงกว้างคือแอ่งน้ำนิ่งสนิทที่สะท้อนเพดานถ้ำซึ่งดูเหมือนจักรวาลจำลอง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือสิ่งของที่วางอยู่กลางแท่นหินเหนือแอ่งน้ำนั้น ไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่สมบัติล้ำค่า แต่มันคือสมุดบันทึกหนังสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน สมุดเล่มเดียวกับที่พ่อเคยถือติดมือเสมอในยามที่เขานั่งเล่าเรื่องโลกใบนี้ให้ผมฟังในวัยเด็ก
ผมเดินเข้าไปใกล้แท่นหินนั้นอย่างเลื่อนลอย มือของผมสั่นระริกขณะเอื้อมไปแตะปกสมุด บันทึกเล่มนั้นยังคงมีรอยเปื้อนหมึกจางๆ และรอยขาดที่มุมเล่ม มันดูเหมือนว่าเจ้าของเพิ่งจะวางมันทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เอง
“กานต์... ดูที่ผนังนั่นสิ” เสียงของเอเลน่าสั่นเครือ เธอไม่ได้มองมาที่สมุด แต่กำลังจ้องมองรอยสลักที่ผนังด้านหลัง
ผมหันไปมองตามสายตาของเธอ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นทำให้หัวใจของผมเหมือนหยุดเต้น มันไม่ใช่ภาพสลักโบราณ แต่มันคือรูปภาพของเราสองคน... รูปภาพที่ถูกสลักไว้อย่างประณีตบนหินผา ทั้งกริยาท่าทางที่ผมกำลังหยิบสมุดขึ้นมา และเอเลน่าที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ
ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง มันไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่นี่คือร่องรอยที่ถูกขีดเขียนไว้ตั้งแต่อดีต... หรืออนาคต?
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากเงามืดหลังแท่นหิน เสียงนั้นคุ้นเคยจนผมแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “พ่อบอกแล้วใช่ไหมกานต์... ว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้พบกันที่จุดบรรจบนี้”
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด ชายวัยกลางคนในชุดนักเดินทางที่ดูเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา แต่แววตานั้น... มันคือแววตาเดียวกับที่ผมเห็นในกระจกทุกเช้า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนานี้ไปพร้อมกับผมในตอนถัดไปนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 23
จุดบรรจบของความจริง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!