จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 24

การกลับมาของเพื่อนเก่า

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ปล่อยมือจากกระเป๋าใบนั้นเสีย กานต์... ก่อนที่นิ้วของนายจะหลุดกระเด็นออกจากฝ่ามือ" เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการขัดขืนดังขึ้นจากเงามืดของซอกตึก กานต์กัดฟันแน่น ฝ่ามือที่โชกไปด้วยเหงื่อเย็นชืดกำสายสะพายเป้ไว้จนข้อนิ้วขาวซีด เบื้องหน้าของเขาคือชายฉกรรจ์สามคนในชุดคลุมสีมอซอที่ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าพันคอ พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่สมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อเขาทิ้งไว้ แต่มันต้องการ 'หลักฐาน' ที่จะลบชื่อของพ่อเขาออกไปจากประวัติศาสตร์ของทวีปนี้ตลอดกาล "พวกคุณไม่มีทางได้มันไป" กานต์เค้นเสียงตอบ ลมหายใจของเขาหอบถี่ ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่สีข้างจากการปะทะเมื่อครู่เริ่มแผ่ซ่าน แต่เขาก็ยังยืดหยัด พยายามนึกถึงคำสอนของพ่อที่ว่า *ความกลัวเป็นเพียงเข็มทิศ บอกให้รู้ว่าเรากำลังเดินไปในทางที่ถูกต้อง* ชายคนกลางเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียม มันขยับมีดสั้นในมือให้แสงสะท้อนกับเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่ข้างทาง "คนตายไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรนะไอ้หนุ่ม... และนายเองก็กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจดหมายเหตุที่ถูกลืม" วินาทีที่คมมีดพุ่งเข้าหาลำคอ กานต์หลับตาลงพร้อมกับสัญชาตญาณที่สั่งให้เขาเหวี่ยงเป้เข้าปะทะ แต่มันช้าเกินไป—เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วตรอกแคบ ไม่ใช่เสียงของกานต์ที่ล้มลง แต่เป็นเสียงของมีดที่กระเด็นตกพื้นพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ที่เสียหลักถอยกรูไปด้านหลัง "ฉันบอกกี่ครั้งแล้วกานต์ ว่าการตัดสินใจแบบสุ่มเสี่ยงไม่ใช่การแสดงความกล้าหาญ แต่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ" น้ำเสียงที่คุ้นเคย น้ำเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตทำเอากานต์ลืมตาขึ้นมอง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแผ่นหลังของหญิงสาวในชุดลุยป่าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน ผมสีทองที่มัดรวบไว้ดูยุ่งเหยิงแต่แววตาของเธอยังคงคมกริบดุจเหยี่ยว เอเลน่ายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งควงมีดเดินป่าคู่ใจ ในขณะที่มืออีกข้างคว้าข้อมือของหนึ่งในศัตรูไว้จนกระดูกลั่น "เอเลน่า?" กานต์พึมพำ ชื่อของเธอหลุดออกมาด้วยความประหลาดใจ ผสมกับความรู้สึกโล่งอกที่จุกอยู่ที่ลำคอ "เดี๋ยวค่อยคุยเรื่องที่ฉันหายไปไหนมา ตอนนี้ช่วยขยับไปด้านหลังแล้วเตรียมวิ่งเมื่อฉันให้สัญญาณด้วยครับ" เธอหันกลับมาเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มมุมปากของเธอยังคงดูเป็นธรรมชาติเหมือนวันที่เรานั่งกินกาแฟด้วยกันในหมู่บ้านบนเทือกเขาหิมาลัย แต่นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความลังเลแม้แต่นิดเดียว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เอเลน่าไม่ได้ใช้เพียงพละกำลัง แต่เธอใช้สภาพแวดล้อมเป็นอาวุธ เธอถีบถังเหล็กใบเก่ากระแทกเข้าที่ขาของชายคนแรก ก่อนจะใช้ความเร็วที่เหนือชั้นพุ่งตัวเข้าหาคนที่สอง เธอเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำที่ไร้รูปแบบ ชัดเจน แม่นยำ และเด็ดขาด กานต์ยืนมองด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งทึ่งในความสามารถของเพื่อนร่วมทางที่เขาคิดว่าจากไปไกลแล้ว และรู้สึกละอายใจที่ตัวเองยังคงยืนนิ่งในจังหวะที่วิกฤตที่สุด "เอเลน่า ระวัง!" กานต์ตะโกน เมื่อเห็นชายคนสุดท้ายชักปืนพกออกมาจากใต้ผ้าคลุม หญิงสาวไม่หันหลังกลับ แต่เธอก้มตัวลงต่ำพร้อมกับคว้าก้อนหินที่อยู่ข้างเท้าขว้างออกไปอย่างแม่นยำ ก้อนหินพุ่งเข้าปะทะข้อมือของชายคนนั้นจนปืนร่วงหล่นลงพื้น ก่อนที่เธอจะตามไปเผด็จศึกด้วยการใช้สันมีดกระแทกเข้าที่ท้ายทอยจนอีกฝ่ายหมดสติไปในทันที ความเงียบสงัดกลับมาเยือนตรอกแคบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งคู่ เอเลน่าค่อยๆ เดินตรงมาหากานต์ เธอกวาดสายตามองบาดแผลบนตัวเขา ก่อนจะถอนหายใจยาว "นายยังคงเป็นกานต์คนเดิม ที่ชอบแบกความลับหนักๆ ไว้บนบ่ามากกว่าจะแบ่งให้คนอื่นช่วยแบกนะครับ" เธอเอ่ยพลางยื่นมือมาแตะไหล่เขา เบาและมั่นคง "ฉันนึกว่าเธอหายไปในพายุที่ช่องแคบนั้นแล้ว..." กานต์ตอบเสียงแผ่ว สบตากับเธออย่างที่ไม่ได้ทำมานาน "โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่พวกเราเห็นในแผนที่กานต์ และมิตรภาพไม่ใช่แค่การร่วมทางในวันที่ฟ้าใส แต่คือการโผล่มาในวันที่นายกำลังจะหมดลมหายใจต่างหาก" เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม "เราต้องไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้ พวกมันไม่ได้มาแค่สามคน... คนที่อยู่เบื้องหลังการล่าครั้งนี้กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่นายคิด" กานต์ขมวดคิ้ว "ใคร? ใครคือคนที่ต้องการจดหมายเหตุนี้ขนาดนั้น?" เอเลน่าไม่ได้ตอบในทันที เธอหยิบชิ้นส่วนแผ่นเหล็กที่เธอเก็บได้จากตัวชายคนหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นตราสัญลักษณ์ที่กานต์ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเขาเพ่งมองมันดีๆ เขาก็ต้องตัวเย็นเยียบ เพราะตราสัญลักษณ์นั้น... มันมีลายเซ็นที่คุ้นตาของพ่อเขาประทับอยู่มุมหนึ่ง "คนที่ต้องการมัน ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับนายหรอกกานต์" เอเลน่ากระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "เขาคือคนที่พวกเราเชื่อว่าตายไปพร้อมกับเรือลำนั้นเมื่อสิบปีก่อน... พ่อของนาย กำลังรอพบเราอยู่ที่ปลายทางในจุดที่ไม่มีใครเคยไปถึง" กานต์นิ่งงัน ราวกับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความสับสน ในขณะที่เสียงฝีเท้าจำนวนมหาศาลเริ่มดังแว่วมาจากปากทางเข้าตรอก มันไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มันคือกลุ่มคนจำนวนมากที่ดูเหมือนจะล้อมกรอบพวกเขาไว้ทุกทิศทาง ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนานี้ไปพร้อมกับผมในตอนถัดไปนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%