"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาซากอารยธรรมโบราณหรอกใช่ไหม เอเลน่า?"
ผมถามออกไปในขณะที่เปลวไฟจากกองฟืนขนาดเล็กตรงหน้ากำลังเต้นระบำอย่างเริงร่า ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาที่ไร้ชื่อแห่งนี้ เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องเขาเหมือนเสียงครวญครางของวิญญาณที่ไม่มีใครจดจำ แต่คำถามของผมกลับทำให้บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายกลายเป็นความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่มาทับไว้บนอก
เอเลน่าไม่ได้ตอบทันที เธอขยับตัวนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าแห้ง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอที่มักจะส่องประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสมอยามมองแผนที่หรือยอดเขา กลับดูหม่นแสงลงราวกับถูกเมฆหมอกบังตา เธอยกกระป๋องกาแฟขึ้นจิบช้าๆ นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยในจังหวะที่กระทบกับโลหะ
"กานต์... บางครั้งการเดินทางก็ไม่ได้มีไว้เพื่อค้นหาคำตอบ แต่มีไว้เพื่อลบล้างคำถามที่มันเกาะกินใจเรามานานเกินไป" เธอกล่าวเสียงเรียบ แต่กระแสเสียงนั้นเปราะบางจนผมรู้สึกได้ถึงรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผมวางฟืนชิ้นสุดท้ายลงในกองไฟ ประกายไฟแตกตัวกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับล้าน ผมมองดูผู้หญิงที่ผมเดินทางร่วมกันมานานหลายสัปดาห์ เธอไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทางที่เก่งกาจ แต่เธอคือเกราะป้องกันที่ทำให้ผมผ่านพ้นความเศร้าจากการสูญเสียพ่อมาได้ แต่วันนี้ เอเลน่าในชุดกันลมสีมอๆ กลับดูห่างไกลออกไปเหมือนคนแปลกหน้า
"ผมเห็นจดหมายฉบับนั้น..." ผมตัดสินใจพูดความจริงที่เก็บงำไว้ตั้งแต่วันที่เราแวะพักที่หมู่บ้านกึ่งกลางทาง "ตอนที่คุณลืมมันไว้ในช่องเก็บของเป้หลังตอนฝนตกหนักวันก่อน มันไม่มีที่อยู่ผู้ส่ง และไม่มีคำลงท้ายที่ชัดเจน แต่มันมีชื่อของคนคนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยดี... ชื่อพ่อของผมเอง"
เอเลน่าชะงัก เธอหลับตาลงแน่น ผมสังเกตเห็นกรามของเธอขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด เธอค่อยๆ วางกระป๋องกาแฟลงบนพื้นหญ้า ก่อนจะเอนหลังพิงก้อนหินใหญ่เบื้องหลัง เหมือนคนกำลังรับภาระหนักเกินกว่าจะแบกไหว
"ฉันไม่ได้มาเพื่อตามหาทองคำ หรือตำนานที่ถูกลืมอย่างที่ฉันบอกคุณ" เธอพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลม "ฉันมาที่นี่เพื่อสารภาพบาป กานต์... พ่อของคุณไม่ได้จากไปเพราะอุบัติเหตุอย่างที่ข่าวบอก เขาไม่ได้ทำวิจัยจนเสียชีวิตในห้องแล็บที่นอร์เวย์ แต่เขามาที่นี่... ทวีปแห่งนี้... เพราะความผิดพลาดของฉันเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อที่ผมพยายามเก็บไว้ในกล่องความรู้สึกที่มิดชิดที่สุดกำลังถูกเปิดออกด้วยกุญแจของหญิงสาวตรงหน้า
"วันนั้น เราสองคนกำลังสำรวจถ้ำในเขตห้ามเข้า" เอเลน่าเล่าต่อ น้ำตาไหลรินอาบแก้มเนียนอย่างเงียบเชียบ "ฉันเป็นคนโน้มน้าวเขาว่าเราจะพบสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้ พ่อของคุณเป็นคนรอบคอบ แต่ความใจอ่อนที่เขามีต่อลูกศิษย์อย่างฉันทำให้เขายอมเสี่ยง... เราพบสิ่งที่เรียกว่า 'รอยเท้าที่หายไป' แต่มันไม่ใช่สิ่งของ มันคือกับดักของเวลา กานต์... พ่อของคุณยังไม่ตาย เขาแค่ติดอยู่ในรอยต่อของความทรงจำที่ไม่มีใครเอื้อมถึง และจดหมายฉบับนั้น... คือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงฉันกับที่นั่น"
ผมลุกขึ้นยืน ความโกรธแค้นความสับสนถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่เมื่อเห็นสภาพที่แตกสลายของเอเลน่า ความโกรธนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม
"แล้วจดหมายนั่นเขียนว่าอะไร?" ผมถาม เสียงของผมแหบพร่าจนจำแทบไม่ได้
เอเลน่าลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เธอหยิบกระเป๋าใบเล็กข้างตัวออกมา เปิดซิปและหยิบซองจดหมายเก่าแก่ที่ขอบกระดาษเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลด้วยกาลเวลาออกมาส่งให้ผม แต่ในวินาทีที่นิ้วของผมกำลังจะสัมผัสกับกระดาษแผ่นนั้น ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าสีน้ำเงินครามก็วาบขึ้นจากผืนป่าเบื้องหลังเรา เสียงหึ่งๆ ที่เหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังระงมจนแก้วหูผมสั่นสะเทือน
เอเลน่าเบิกตากว้าง สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นความหวาดกลัวสุดขีด "กานต์! อย่าสัมผัสมัน! เขามาแล้ว... เขาไม่ได้มาเพื่อรับจดหมาย แต่เขามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่หายไป!"
ร่างเงาสีดำทมิฬหลายร่างค่อยๆ ก้าวพ้นออกมาจากเงามืดของแมกไม้ พวกมันไม่มีใบหน้า แต่ในมือถือสิ่งของที่ผมจำได้แม่น... นาฬิกาพกสีเงินที่พ่อของผมพกติดตัวไปในวันสุดท้ายก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปตลอดกาล
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอดทนรอคอยจดหมายฉบับนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 16
ความเปราะบางของมนุษย์
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!