"อย่าหายใจแรง เอเลน่า ถ้าได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกมัน ให้หมอบลงกับดินทันที ไม่ต้องรอสัญญาณจากผม"
ผมกระซิบเสียงต่ำแทบจะชิดใบหูของเธอ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นสาบของพืชป่าที่เน่าเปื่อยอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืน สายตาของผมจ้องเขม็งไปที่เส้นพรมแดนที่ไม่มีรั้วลวดหนาม ไม่มีป้ายเตือน แต่กลับมีอำนาจกดทับมหาศาลจนทำให้ชีพจรเต้นรัวอยู่ในลำคอ
เอเลน่าพยักหน้าช้าๆ มือของเธอที่กำสายสะพายเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดนั้นสั่นเทาเล็กน้อย เธอไม่ได้กลัวตาย เธอเพียงแต่เกลียดความไม่แน่นอนที่กำลังจะมาถึง เราสองคนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งเขตแดนที่ไร้ตัวตนในทวีปที่ไม่มีชื่อ ท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
"กานต์" เธอเรียกชื่อผมเบาๆ พลางหันมามองด้วยดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนแสงจันทร์จางๆ "ถ้าเราข้ามไปแล้ว... แล้ววันหนึ่งเราหาทางกลับมาไม่ได้ คุณจะเสียใจไหมที่เลือกทางนี้?"
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าของพ่อที่จากไปทิ้งไว้เพียงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ้อนทับเข้ามาในห้วงคำนึง "ความเสียใจมันเป็นเรื่องของเมื่อวานครับเอเลน่า แต่การก้าวไปข้างหน้าคือเรื่องของวันนี้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ยอมเสี่ยงข้ามเส้นที่ใครบางคนขีดไว้ให้"
เบื้องหน้าของเราห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร คือจุดตรวจลับที่เหล่าทหารพรานท้องถิ่นใช้เป็นฐานที่มั่น เสียงหัวเราะและการสนทนาภาษากระด้างดังแว่วมาตามลม มันเป็นเสียงที่เตือนให้รู้ว่าชีวิตของเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพียงเส้นเดียว ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือจังหวะการเดินที่พลาดไปเพียงก้าวเดียว
เราเคลื่อนที่เหมือนเงา ก้มต่ำและย่องผ่านพงหญ้าคาที่สูงระดับเอว ทุกย่างก้าวต้องคำนวณอย่างรอบคอบ ไม่ให้เกิดเสียงกรอบแกรบ ผมจำได้ว่าตอนที่พ่อเขียนถึงการเดินทางครั้งนี้ ท่านเคยบอกว่า 'พรมแดนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่รั้วเหล็กกล้า แต่คือพรมแดนในใจที่บอกว่าเราทำไม่ได้'
ทันใดนั้น ไฟฉายสปอร์ตไลท์จากหอคอยเล็กๆ บนเนินเขาก็แวบผ่านหน้าเราไปเพียงไม่กี่นิ้ว เอเลน่าทิ้งตัวลงกับพื้นดินทันที ผมรีบคว้าข้อมือเธอไว้แล้วกดตัวลงกับพื้นดินที่แฉะชื้น แสงสีขาวนวลนั้นกวาดผ่านที่ที่เราเพิ่งยืนอยู่ไปอย่างหวุดหวิด หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก กลิ่นบุหรี่ราคาถูกลอยมาตามลม แสดงว่าทหารเวรยามกำลังสูบอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราหลบซ่อน
ผมหันไปสบตาเอเลน่า เธอเม้มปากแน่น พยายามกลั้นหายใจ ผมเห็นความมุ่งมั่นในแววตานั้น มันเป็นแววตาของนักเดินทางที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่ออิสรภาพ
"ไปกันเถอะ" ผมส่งสัญญาณมือ
เราคลานผ่านร่องน้ำแห้งๆ ที่ขนานไปกับแนวเขตแดน จังหวะหัวใจของผมเต้นเป็นจังหวะเดียวกับความกลัวที่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้น การข้ามพรมแดนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหนี แต่มันคือการพิสูจน์ว่าเรามีตัวตนอยู่จริงในโลกที่พยายามจะลบเลือนเราไป
เมื่อพ้นแนวพุ่มไม้ทึบ เราก็มาถึงเขตปลอดคน เอเลน่าหยิบแผนที่เก่าๆ ออกมาดูในความมืด แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ไม่ใช่หนึ่งคน แต่เป็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เสียงปลดเซฟตี้ปืนดังชัดเจนในความเงียบสงัด
เราหยุดกึกพร้อมกัน ไม่กล้าขยับเขยื้อน ผมหันไปมองเอเลน่า เธอทำหน้าบอกให้ผมหนีไปก่อน แต่ผมไม่มีวันทิ้งเธอไว้ตรงนี้แน่
"หยุดอยู่ตรงนั้น! ยกมือขึ้น!" เสียงตะโกนภาษาต่างถิ่นดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟฉายหลายดวงที่สาดส่องเข้ามาทางเราอย่างจัง
ผมยกมือขึ้นช้าๆ พลางหันไปมองต้นเสียง แสงไฟที่จ้าจนพร่ามัวทำให้ผมมองไม่เห็นใบหน้าของคนพูด แต่เงาร่างที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากลับทำให้ผมต้องหยุดหายใจ
ชายคนนั้นเดินออกมาจากความมืด สวมชุดเครื่องแบบที่ไม่คุ้นตา แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัวแข็งทื่อไม่ใช่ปืนในมือเขา หากแต่เป็นของที่เขากำลังถืออยู่ในมืออีกข้าง... มันคือสร้อยคอเงินที่มีจี้เป็นรูปเข็มทิศเก่าๆ อันเดียวกับที่พ่อของผมเคยสวมใส่ก่อนท่านจะหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
เขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำลายความหวังทั้งหมดของผมลงในทันที "นึกไม่ถึงเลยว่าลูกชายจะใจกล้าตามมาถึงที่นี่... ยินดีต้อนรับกลับสู่จุดที่พ่อแกเคยถูกทิ้งไว้ให้ตาย"
ขอให้ทุกท่านร่วมเดินทางและรอคอยจดหมายฉบับถัดไปพร้อมกับผมนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ•ตอนที่ 17
ข้ามพรมแดนที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จดหมายเหตุข้างทาง: รอยเท้าที่หายไปในทวีปที่ไม่มีชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!